ก้าว…รอ…ก้าว ปี3 ฉบับที่ 57

K.R.K November 2010 No.57

 

สารบัญก้าว

อิโหน่อิเหน่  :  สะแหวง
พีพี

มาจะกล่าวบทไป  :  ค้นพบเพราะค้นหา
สิญจน์  สวรรค์เสก

ขณะหนึ่งเดินทาง  :  ปักกิ่งในม่านฝน
ส้มลิ้ม

เพราะโลกนี้มีไว้แบ๋ว  :  ภาพ…ตัด…ต่อ…
UgLy PriNceSS

กวีก้าวฯ  :  ครุ่นคำนึงความคิดถึง  วันดอกไม้ร่วง
กวิสรา

ที่…เบื้องหลังโปสการ์ด  :  สิ่งที่พบ
saraya_nok.worm

 

 

 

สะแหวง

พีพี

ร่างกำยำของชายฉกรรจ์เปล่งประกายสีทองอร่ามไปทั้งร่าง มงกุฎทองครอบบนศีรษะ มัดกล้ามเนื้อเป็นมันวับ แสงวูบวาบทำให้ผู้มองต้องหยีตาลงเพื่อให้มองลักษณะของชายฉกรรจ์คนนั้นได้เด่นชัดขึ้น ชายผู้นั้นมี 3 แขน แขนหนึ่งถือแปรงขัดห้องน้ำ 3 อัน ส่วนอีกมือหนึ่งถือไม้กวาด 3 ด้าม และมือพิเศษข้างที่เหลือนั้นปลายนิ้วชี้โค้งงอบรรจบกับปลายนิ้วหัวแม่มือและชูนิ้วที่เหลือทั้ง 3 ขึ้น เหมือนต้องการแสดงสัญญาลักษณ์บางประการ

ในทันใดนั้น พลันมีเสียงที่ไม่ปรากฏแหล่งที่มาก้องกังวานยินคล้ายเสียงที่สะท้อนจากโอ่งดินขนาดใหญ่อันคุ้นโสต

‘ถึงเวลาของเจ้าแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าต้องเลิกเดินขาลากไปทำงานหาเช้ากินค่ำ กระดูกของเจ้าไม่แข็งแกร่งเหมือนเมื่อก่อน เจ้าจะต้องทะนุถนอมร่างกายเพื่อยืดลมหายใจออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพื่ออะไรน่ะรึ เพื่อใช้เวลาที่เหลือไปกับความสุขสบายที่เจ้าไม่เคยพบพานมาทั้งชีวิตนะสิ ต่อแต่นี้ไปเจ้าจะพบแต่ความสันติสุข ไม่ต้องกัดฟันดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยความเหนื่อยยากแสนเข็ญอีกต่อไป เจ้าเป็นคนดีควรจะได้รับสิ่งดี ๆ พรุ่งนี้ความลำเค็ญที่เจ้าแบกอยู่บนหลังตลอดชีวิตจะถูกปลดลงจากบ่า พรุ่งนี้เจ้าจงโยนแปรงขัดส้วมทิ้ง โยนไม้กวาดไม้ถูทิ้ง ปล่อยถังขยะให้ล้นจากถัง ปล่อยที่ทำกำไรให้เจ้านายนั่นสกปรกรกรุงรัง ปล่อยถังน้ำร้อนน้ำเย็นให้แห้งเหือด ลองดูว่าพวกพนักงานออฟฟิศจะทำอย่างไรกัน พวกเขาจะต้องลงแดงตายเพราะไม่ได้กระเดือกกาแฟไปคนสองคนแน่ เจ้าจงยืนมองความเลอะเทอะของสำนักงานที่จองจำเจ้าตลอด 33 ปีที่ผ่านมา

‘เจ้าสงสัยว่าข้าเป็นใครรึ ข้าคือพระเจ้า! พระเจ้าที่สามารถบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้กับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ชีวิตของมนุษย์ในโลกนี้ล้วนอยู่ในกำมือข้า ใครทำดีข้าจะบันดาลสิ่งดีให้ตอบแทน และเจ้าคือผู้นั้น เมื่อข้าได้ลั่นวาจาเช่นนี้แล้ว นั่นหมายความว่าข้ามองเห็นเจ้าแล้ว ข้าปลดปล่อยเจ้าแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ที่เจ้าต้องปลดพันธนาการทั้งหมดทั้งมวลที่พัวพันเจ้าอยู่ แล้วเจ้าจะประสบสันติสุขต่อไปอีก 33 ปี’

ทันใดแปรงขัดห้องน้ำ 3 อัน ก็ลอยคว้างพร้อม ๆ ไม้กวาดที่ปลิวว่อนกลางอากาศ เมื่อมือทั้งสองข้างเป็นอิสระ พระเจ้าก็ชู 3 นิ้วลักษณะเดียวกับมือพิเศษอีกข้างที่ชูอยู่ก่อนแล้ว 3…3…3 แสงสีทองสะท้อนจ้ากว่าเดิม…

       สะดุ้งตื่น พยายามลืมตา แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบ้านเช่าหลังเก่าโทรม ขยี้ตางัวเงีย มองหาพระเจ้า พระเจ้าหายไปไหนแล้ว? ภาพฝันยังชัดเจนราวกับเกิดขึ้นจริง โอ!…ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้ามาโปรดแล้วจริง ๆ

       “หนู วันที่สิบหกแล้ว มีเลขรึยัง”

       “อรเล่นไม่เป็นค่ะป้าแหวง ว่าแต่งวดนี้ตัวไหนมาแรงล่ะ”

       “เห็นว่าเลข 3 นะ เหมืองถล่มที่ชิลิมีคนงาน 33 คน รอดชีวิตทั้ง 33 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 เดือน 8 บวกเลขได้ 13 อีกแน่ะ”

       “ก็ตีกันไปนะป้านะ”

       “เมื่อคืนป้าฝันด้วยนะ ฝันแปลก ๆ ฝันเห็นพระเจ้า เพราะเจ้าให้เลขป้ามาด้วย”

       “จริงเหรอคะ เขาว่ากันว่าฝันช่วงใกล้สางเนี่ยจะเป็นจริงนะป้า”

       “ขอให้เป็นแบบนั้นเถอะค่ะ ป้าละ ตื่นเต้นจริง ๆ อยากให้ถึงบ่าย 3 เร็ว ๆ”

       “นี่เพิ่งเก้าโมงเช้านะคะ”

       “ต้องพูดว่า ตอนนี้ 3 โมงเช้าค่ะ น้องอร”

       “ค่ะ สามก็สาม ว่าแต่นี่ป้าไม่ได้เสียบปลั๊กตู้น้ำร้อนไว้เหรอคะ”

       “แห่ะ ๆ ป้าลืมเสียสนิทเลยค่ะ”

       “กลิ่นห้องน้ำออฟฟิศเรารึเปล่า หึ่งถึงหน้าประตูออฟฟิศโน่นแน่ะ”

       “วันนี้ป้ามาสายไปนิดค่ะ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เอ่อ…น้องอรคะช่วยป้ามองหน่อยว่านี่เลขอะไร”

       “ไหนคะ ไม่มีเลขนี่คะ รอยลอกของถังน้ำร้อนไม่เห็นเป็นรูปร่างอะไรนี่”

       “น้องอรดูดี ๆ สิคะ เลข 3 หรือเปล่า เลข 3 ไทยน่ะค่ะ เห็นมั้ยคะ”

       “อรมองไม่ออกค่ะ”

       “นี่อีกที่ นี่ค่ะ เลข 3 เห็น ๆ เลย”

       “น้ำนองที่พื้นเนี่ยนะป้าแหวง!”

       คงถึงเวลาแล้วจริง ๆ อย่างที่พระเจ้าเข้าฝัน ระยะเวลา 33 ปี สำหรับที่นี่เนิ่นนานเกินพอ หากได้หมื่นจะใช้ทำทุนงวดถัดไป หากได้แสนจะได้บ้านหลังใหม่นอนนั่งเล่นกินเล่นไปสัก 3 เดือน หากได้ล้าน โอ… พระเจ้าทรงโปรด หากได้ล้าน จะเอาเงินล้านไปทำอะไรดี แล้วถ้าได้หลาย ๆ ล้าน จะใช้ยังไงให้หมด จะท่องเที่ยวทั่วโลกดีไหม กำแพงเมืองจีนที่ใฝ่ฝันมานานแสนนานมองเห็นอยู่ริบ ๆ นี่เอง พอกันทีกับชีวิตแม่บ้านงานด้อยเงินเดือนต่ำไม่พอยาไส้ ต่อไปนี้อาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่งดี ๆ ที่เห็นโฆษณาทางทีวีจะเป็นอาหารหลัก แทนกับข้าวถุงรสชาติไม่เอาไหนหน้าปากซอย จะจ้างคนรับใช้สักคนสองคนคอยขัดห้องน้ำ กวาดถูบ้าน ชี้นิ้วสั่ง ๆ โอ…ช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้…

531018

ค้นพบเพราะค้นหา

สิญจน์  สวรรค์เสก

“เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

นี้เป็นอีกประโยคเด่นที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน พูดเอาไว้ก่อนตาย

บุรุษผู้นี้เกิดที่เมืองชรูสบรี่ (Shrewsbury) เขตชรอพเชีย (Shropshire) ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1809 การเกิดของเขาทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในฐานะเป็นถิ่นเกิดของนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีวิวัฒนาการ

ปฐมบทแห่งทฤษฎี :

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เรือหลวงบีเกิล (H.M.S. Beagle) แห่งราชนาวีอังกฤษได้เดินทางไปสำรวจภูมิประเทศแถบคาบสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก โดยมีกัปตันฟิทซ์รอย (Fitzroy) เป็นผู้บังคับการเรือ

ชาร์ลส์ ดาร์วิน ร่วมเดินทางไปกับเรือลำนั้นด้วยในฐานะนักชีววิทยา เขาใช้เวลากว่าห้าปีเก็บตัวอย่างพืชพรรณ ซากสัตว์และแมลงต่างๆ กลับมาศึกษาค้นคว้าที่ประเทศอังกฤษ หลายปีต่อมาเขาพบว่าสัตว์และพืชทั้งหลายมีการสืบต่อพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่น โดยอาศัยกลไกคัดเลือกจากธรรมชาติคือสภาพลมฟ้าอากาศภายนอก ซึ่งสัตว์และพืชต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ จึงจะอยู่รอด และกลไกภายในคือการแปรผันทางพันธุกรรมทีละเล็กทีละน้อยจากรุ่นสู่รุ่น กระทั่งแปรเป็นสปีชีส์ใหม่ขึ้นมา

เมื่อศึกษาจนเป็นที่แน่ใจแล้ว ดาร์วิน ได้ประกาศทฤษฎีวิวัฒนาการนี้ในหนังสือ “กำเนิดของสรรพสิ่ง” (The Origin of Species) ของตนว่า มนุษย์และลิงมีบรรพบุรุษประเภทเดียวกัน ก่อนจะแยกสายพันธุ์แล้วต่างพัฒนาพันธุกรรมของตนกระทั่งทิ้งกันไกลไม่เหลือเค้าเดิมของต้นธารจุดกำเนิด

ที่จริงการค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะพระมหาสมณโคดมก็ทรงประกาศ “กฎแห่งความเป็นไปของสิ่งทั้งมวล” มาก่อนหน้านั้นนานแล้วว่า ใดๆ ในโลกนี้จะวิวัฒน์ไปตามมูลเหตุห้าประการ คือ ตามสภาพลมฟ้าอากาศ (อุตุนิยาม) ตามพีชะหรือว่าพันธุกรรมของบรรพบุรุษ (พีชะนิยาม) ตามการกระทำที่ทำมาและที่ทำซ้ำบ่อยๆ (กรรมนิยาม) ตามความคิดที่ตรึกถึงเรื่องนั้นๆ (จิตนิยาม) และตามไตรลักษณ์ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วแปรปรวนแตกสลายไปในที่สุด (ธรรมนิยาม)

ทฤษฎีของ ดาร์วิน เป็นการเรียนรู้กฎแห่งความเป็นไปสองข้อแรกคือลมฟ้าอากาศที่มีผลต่อพืชและสัตว์ กับการสืบต่อพันธุกรรมที่ได้รับมาจากพ่อแม่

การที่ ดาร์วิน “พอจะรู้” บางส่วนของกฎสองข้อของธรรมชาติก็ทำให้เขากลายเป็นนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่แล้ว น่า “แสวงหา” คำตอบต่อไปเหมือนกันว่า ถ้าใครรู้แจ้ง “กฎแห่งความเป็นไปของสิ่งทั้งมวล” ได้ครบถ้วนทั้งห้าข้อดั่งพระพุทธเจ้าแล้วจะยิ่งใหญ่สักปานใด

อันที่จริง…ธีมก้าวรอก้าวฉบับนี้เป็นเรื่องของการ “แสวงหา” ซึ่งผมคิดว่าเป็นหัวข้อที่กว้างมาก เราสามารถยกตัวอย่างของนักแสวงหาในด้านต่างๆ มาเขียนได้อีกเยอะ แต่ที่ผมหยิบเอาเรื่องของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน มาเขียนก็เพราะว่า…

สาม – ตอนนี้ผมอยู่ในเมืองชรูสบรี่ (Shrewsbury) ซึ่งไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ชนชื่อ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เต็มเมืองไปหมด แม้แต่ตามกำแพงศิลปินพเนจรก็ได้วาดรูปของแกติดเล่นไปทั่ว (คงจะเป็นควันหลงจากการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบ 200 ปีของแกเมื่อปีที่แล้วด้วยน่ะครับ)

 

 

 

สอง – ผมนับถือหัวใจของแกที่กล้าประกาศทฤษฎีนี้ออกมาในสังคมยุคนั้นที่เต็มไปด้วยคริสตชนผู้เชื่อในพระผู้สร้าง ซึ่งหากย้อนลงไปถึงยุคกลางของยุโรป (ราวปีค.ศ.400 – ค.ศ.1480 โดยประมาณ) แกคงถูกจับเผาทั้งเป็นอย่างแน่นอน แม้กระนั้น เท่าที่ผมเคยดูสารคดีประวัติชีวิตของแกในบีบีซี (BBC) ทำให้ทราบว่าภรรยาของแกเป็นคริสตศาสนิกชนที่ดี ที่หมั่นไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ พอสามีมาประกาศทฤษฎีที่ค้านกับพระคัมภีร์เช่นนี้ แรงระเบิดมหาศาลจึงกัมปนาทขึ้นในครอบครัว เมื่อไปสมทบกับคลื่นความไม่พอใจของคริสตชนในสังคมภายนอกแล้ว ทำเอาแกเสียศูนย์เกือบเสียสติเลยทีเดียว

หนึ่ง – ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ก็คือการแสวงหาความรู้ประเภทหนึ่ง

ศูนย์ – ด้วยกิเลสส่วนตนผมชอบคำพูดเปิดเรื่องของดาร์วิน

“เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

การสังเกตธรรมชาติรอบตัว ตั้งคำถามแล้วแสวงหาคำตอบ เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาความรู้ด้านต่างๆ

ว่ากันว่า อัจฉริยะภาพคือการทำเรื่องธรรมดาในวิธีการที่ไม่ธรรมดา

เมื่อ 2500 กว่าปีที่แล้ว บุรุษผู้หนึ่งได้สังเกตเห็นธรรมชาติของผู้คนว่าเมื่อมีเกิดก็ต้องแก่ เจ็บแล้วก็ตาย ที่ดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่ง แต่บุรุษผู้นั้นกลับคิดว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองต่อไปว่าผู้คนทั้งหลายเกิดมาจากไหน มาใช้ชีวิตอยู่ในแต่ละวันนี้เพื่ออะไร แล้วเมื่อร่างกายแตกสลายลงแล้ว “ความเป็นคน” ได้จบลงแค่นี้หรือ

ครั้นเกิดคำถามเช่นนี้แล้ว กระบวนการแสวงหาคำตอบของบุรุษผู้นั้นได้ดำเนินต่อไปในห้องแล็บแห่งกายและใจของตนหกปี กระทั่งเข้าใจส่วนประกอบของความเป็นตัว (ธาตุสี่) และวงโคจรของจิตที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นตน (ปฏิจจสมุปบาท) บุรุษผู้นี้ได้ประกอบเครื่องมือขึ้นมาเพื่อทำการแยกธาตุและตัดวงโคจรของจิต (สติปัฏฐานสี่) ส่งคืนสภาวะรูป-นามให้ดำเนินไปตามเหตุตามปัจจัยของมันโดยไม่เข้าไปแทรกแซง (ตัดอุปาทาน – การยึดมั่นถือมั่น) แผดเผาพลังงานที่จะขับเคลื่อนวงโคจร (ตัณหา) เท่าที่มีอยู่ให้เหือดแห้งลงไป และไม่เติมน้ำมัน (สร้างตัณหาใหม่) ให้จิตท่องทะยานไปในสังสารวัฏ กระทั่งรู้แจ้งความจริงของจิต (อริยสัจสี่) แล้วทำความจริงนั้นให้ปรากฏอย่างถ้วนทั่วอีกด้วย

2500 ปีต่อมา มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้รู้จักมหาบุรุษผู้นั้นในนาม “พระมหาสมณโคม” หรือ “พระพุทธะ” (Buddha) แปลว่า “ผู้รู้” ทว่าทรงเป็นหน่อเนื้อของกษัตริย์ ผู้เลื่อมใสคำสั่งสอนของท่านในประเทศไทยซึ่งเคารพกษัตริย์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “เจ้า” มานาน จึงขานนามของท่านเพิ่มขึ้นอีกว่า “พระพุทธเจ้า”

ก่อน 2500 ปีโน้น

เมื่อ 2500 ปีนั้น

และ 2500 ปีต่อมาก็ดี

เรื่องธรรมดาสามัญของการเกิด แก่ เจ็บและตาย ก็ยังเป็นมา เป็นอยู่ และยังเป็นไปเหมือนเดิม

“เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

ไม่แปลกที่คนเราจะเกิด แก่ เจ็บและตายอยู่เรื่อยไป ตราบใดที่ยังประมาทไม่สังเกตเห็นปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญนี้ว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาเพราะเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ทั้งมวล แล้วไม่แสวงหาหนทางแก้ไขเพื่อดับทุกข์ของตน

-คม-

ผมไม่อยากให้เราผูกคำว่า วิทยาศาสตร์ กับ เทคโนโลยี หรือ ห้องแล็บ เช่นที่เราผูกคำว่า ศาสนา กับ ศีลธรรม ฯลฯ จะทำให้เข้าใจเขวได้

เทคโนโลยีเป็นผลจากการคิดแบบวิทยาศาสตร์ผ่านห้องทดลองเท่านั้น วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการคิด ดังนั้นการคิดเรื่องทุกข์-สมุทัยของพระพุทธเจ้า จัดเป็นกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งตั้งบนฐานของเหตุ-ผล

ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ตั้งบนความศรัทธา (faith)

-ขำ-

ปาฏิหาริย์แห่งการมั่วอยู่เสมอ

ถาม : คุณวินทร์ครับ โดยปกติแล้วคุณวินทร์จะมีแฟนคลับส่งคำถามมาถามมากมาย และที่สังเกตดูคุณวินทร์สามารถตอบให้คำแนะนำได้ดีทุกเรื่อง เป็นเพราะคุณวินทร์อ่านหนังสือมากใช่ไหมครับ ทำอย่างไรถึงจะสามารถรอบรู้ได้หลายด้านบ้างครับ

คุณวินทร์แบ่งเวลาอย่างไรหรือครับ

ตอบ : ผมก็มั่วไปเรื่อยๆ แหละครับ ไม่ได้รู้มากอย่างที่คุณว่า ถ้าสังเกต จะเห็นว่าคำตอบที่ลงบ่อยมาก คือ ผมไม่รู้ครับ

ส่วนเรื่องบริหารเวลา ก็ค่อยๆ ฝึกไปครับ โดยพยามให้เสียเวลาแต่ละอย่างน้อยที่สุด ถ้าจัดการได้ดี ก็จะได้งานมาก เหมือนปาฏิหาริย์เลยครับ!

คำตอบอยู่ในสายลม

ถาม : ชีวิตที่เหลือของท่าน จะทำอะไรมั่ง นอกจาก กิน ขี้ … นอน?

ตอบ :

-วินทร์ เลียววาริณ-

 

 

ปักกิ่งในม่านฝน

ส้มลิ้ม

         ตีห้าตรงวันศุกร์ที่ 17 กันยา ฉันตื่นลืมตาขึ้นมาด้วยเสียงเพลง Don’t Cha จากโทรศัพท์ตัวน้อยที่กำลังร้องปลุก ลุกขึ้นนั่งมึนงงกับความมืดสลัวในชีวิต จ่อมจมในความง่วงหง่าว และเฝ้าอาลัยกับที่นอนหมอนผ้าห่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตะกายลงจากเตียงไปล้างหน้าทาแป้งแต่งตัว

          หกโมงเช้า เราออกเดินทางจากแกลเลอรี่ที่ฉันอาศัยเป็นที่ทำงานมานานสามปี ใช้เวลาชั่วโมงเศษเล็กน้อยเดินทางหลงไปหลงมาไปสู่สนามบินสุวรรณภูมิ

          เจ็ดโมงตรง ฉันและเพื่อนร่วมทางกว่า 20 ชีวิต ใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงเพื่อจัดการเรื่องพาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน และกระเป๋าเดินทางจำนวนมหาศาล การเดินทางร่วมกับช่างภาพสิบกว่าคนเป็นที่สอง ทำให้ฉันไม่ตระหนกตกใจกับอุปกรณ์ถ่ายภาพมูลค่าเรือนล้านที่ช่างภาพทุกคนขนติดตัวยามเดินทางท่องเที่ยว ลองคิดดูเล่นๆ เถิดว่า ช่างภาพคนหนึ่งแบกกล้องสามตัว เลนส์สี่ตัว ขาตั้งอีกสองชุด พร้อมเมมโมรี่การ์ด 16 กิ๊ก หนึ่งโหล ติดตัวตลอดเวลาจะเป็นภาพนักรบเจนสนามผู้น่าเกรมขามปานไหน

  

          เราถ่ายรูปรวมพลครั้งแรกที่สนามบิน แล้วแยกย้ายกันใช้เวลาสองชั่วโมงทานอาหารหรือซ้อข้าวของตามสะดวก เที่ยวบิน TG 614 พาฉันเดินทางจากกรุงเทพมหานครสู่กรุงปักกิ่งตั้งแต่เวลาสิบโมงเศษ เวลาเกือบห้าชั่วโมงที่ต้องนั่งอยู่กับเก้าอี้ริมหน้าต่าง ฉันและชายหนุ่มข้างกายใช้มันไปกับการทานอาหารจืดชืด ดื่มไวน์ขาวกล่อมอารมณ์สองแก้ว แล้วดูเดี่ยวไมโครโฟนตอน 8 จาก IPad เครื่องน้อย การรับชมเรื่องบันเทิงตลกขบขัน ทำให้เวลาที่เคลื่อนไหวกายไปไหนไม่ได้ไกลไม่ทรมานมากนัก แม้ว่าเราจะรับชมมันมากว่าสามครั้งแล้วก็ตาม จากนั้น เมื่อแอร์โฮสเตสสาวคนสวย ยืนยิ้มหวานพลางกระพุ่มมือไหว้ และกล่าว “ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ” ตรงหน้าทางออกราวสี่โมงของเมืองจีน คณะเดินทางยี่สิบกว่าชีวิตของเราก็ถึงท่าอากาศยานปักกิ่ง เราต้องนั่งรถบัสอีกหกนาทีเพื่อไปรับกระเป๋าอีกอาคารหนึ่ง ท่ามกลางกลิ่นบุหรี่คละคลุ้งที่ชาวคณะและคนพื้นถิ่นมากมายระบายควันเทาออกมาจากปอด เอกลักษณ์ข้อหนึ่งของเมืองจีนแสดงตัวต่อหน้าเราเดี๋ยวนั้น เพราะว่าแทบไม่มีพื้นที่ใดในจีนที่คนเราจะสูบบุหรี่ไม่ได้

           เราถ่ายรูปรวมพลครั้งแรกที่สนาบิน             แล้ว   แยกย้ายกันใช้เวลาสองชั่วโมงทานอาหารหรือซ้อข้าวของตามสะดวก เที่ยวบิน TG 614 พาฉันเดินทางจากกรุงเทพมหานครสู่กรุงปักกิ่งตั้งแต่เวลาสิบโมงเศษ เวลาเกือบห้าชั่วโมงที่ต้องนั่งอยู่กับเก้าอี้ริมหน้าต่าง ฉันและชายหนุ่มข้างกายใช้มันไปกับการทานอาหารจืดชืด ดื่มไวน์ขาวกล่อมอารมณ์สองแก้ว แล้วดูเดี่ยวไมโครโฟนตอน 8 จาก IPad เครื่องน้อย การรับชมเรื่องบันเทิงตลกขบขัน ทำให้เวลาที่เคลื่อนไหวกายไปไหนไม่ได้ไกลไม่ทรมานมากนัก แม้ว่าเราจะรับชมมันมากว่าสามครั้งแล้วก็ตาม จากนั้น เมื่อแอร์โฮสเตสสาวคนสวย ยืนยิ้มหวานพลางกระพุ่มมือไหว้ และกล่าว “ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ” ตรงหน้าทางออกราวสี่โมงของเมืองจีน คณะเดินทางยี่สิบกว่าชีวิตของเราก็ถึงท่าอากาศยานปักกิ่ง เราต้องนั่งรถบัสอีกหกนาทีเพื่อไปรับกระเป๋าอีกอาคารหนึ่ง ท่ามกลางกลิ่นบุหรี่คละคลุ้งที่ชาวคณะและคนพื้นถิ่นมากมายระบายควันเทาออกมาจากปอด เอกลักษณ์ข้อหนึ่งของเมืองจีนแสดงตัวต่อหน้าเราเดี๋ยวนั้น เพราะว่าแทบไม่มีพื้นที่ใดในจีนที่คนเราจะสูบบุหรี่ไม่ได้

หลังจากลากกระเป๋าเบาเท่าก้อนหินสิบตันขึ้นรถ นรกในการเดินทางก็เริ่มขึ้น เป็นเรื่องไม่คาดฝันที่พายุฝนฟ้าคะนองจะพาดผ่านมาในแถบนี้แบบกะทันหัน อุณหภูมิพื้นถิ่นที่ตรวจสอบมาก่อนเดินทางเดิมทีราว 26 องศา ฉันเตรียมใจมารับความร้อนปกติเหมือนอยู่กรุงเทพฯ แต่เมื่อฝนตก เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ความหนาวเย็น 14 องศาก็ครอบคลุมทั้งเมืองพร้อมมหกรรมรถติดสนิทนิ่งอยู่กับที่สามชั่วโมง ฉันนั่งจับเจ่าบนรถบัสด้วยความเมื่อย หิว ง่วงจนแอบงีบไปสิบห้านาที แล้วก็ตื่นขึ้นมาพบกับบรรดาช่างภาพที่ขุดค้นอุปกรณ์ข้างกายขึ้นมายิงใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ความเหนื่อยหน่ายในสภาพอากาศและการจราจรเลวร้ายไม่มีผลต่อนักถ่ายรูปที่รายล้อมวิ่งวนทั่วรสบัสเลยสักนิด

คนนำเที่ยวท้องถิ่นบอกกับพวกเราว่า วันนี้ทั้งวันที่ปักกิ่ง ฝนตกตั้งแต่เช้าจนบัดนี้ยังไม่มีขาดสาย เอาสินะ เป็นเช่นนี้เองชีวิต  ฝนตกตลอดเวลา

สองทุ่มเศษ เราเดินทางมาถึงตลาดรัสเซีย แหล่งขายของปลอมเกรดเอที่โด่งดังในปักกิ่ง พื้นที่เต็มอาคารสี่ชั้นอุดมไปด้วยสินค้าเลียนแบบหลากชื่อหลายชนิด กระเป๋ารองเท้านาฬิกาเสื้อผ้ามูลค่าเรือนแสนเรือนล้าน กลับกลายมาวางขายในราคาไม่กี่หยวนจนเพื่อนร่วมทางหลายคนของฉันกระเป๋าเบาไปโข ตัวฉันเองก็วิ่งโร่เข้าร้านเหมือนกัน แต่เป็นร้านขายกาแฟกับแซนวิชที่มีเบียร์เย็นๆ รอย้อมใจ อาการเมื่อยมากมายจากการเดินทางค่อยคลายเมื่อกระเพาะสบายขึ้นคราวนี้

เสร็จสิ้นจากการซื้อของบรรดามี เราเดินทางอีกหลายสิบนาทีเพื่อไปร้านอาหารเหล่าหวังย่า ร้านอาหารเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องเป็ดปักกิ่งระดับจักรพรรดิ อาหารสิบอย่างรสชาติพอรับไหว เบียร์ไวน์สัญชาติจีนรสอ่อนพอกล่อมแกล้ม แถมกลิ่นบุหรี่ที่ฟ่องฟุ้งเต็มร้าน (ก็อย่างที่เล่ามา แม้แต่ในร้านอาหาร คนจีนเขาก็สูบบุหรี่กันตามถนัดไม่มีใครว่า) เว้นเสียแต่อากาศที่เราต้องพบเผชิญ ยามออกมาจากร้านนี่สิ เอาเรื่องพอควรเลยสำหรับเสื้อเชิ้ตบางๆ ตัวเดียวที่ฉันสวมอยู่

อาหารจีนมื้อแรกที่ได้ลิ้มรสชาติใช้ได้ มีผัดผัก ผัดเผ็ด เป็ดปักกิ่ง ซุป สลัด เนื้อไข่นานาชนิดปรุงกันมาต่างแบบ เว้นแต่ปลาเนื้อสวยจานหนึ่งที่อุดมด้วยก้างเกินจะกล่าวไหว เราเรียกปลาจานนี้ว่า ปลาเรียกสติ เพราะใครจะคีบปลาจานนี้ ต้องมีสติตรึกตรองมากพอที่จะแยกชิ้นเนื้อกับกิ่งก้างออกจากกันให้ได้ด้วยความพยายามระดับเทพทีเดียว

เกือบห้าทุ่ม เราเดินทางมาถึงโรงแรม Xi Yuan และแยกย้ายกันเข้าห้องเพื่อพักผ่อนกายา ความเหน็ดเหนื่อยจากระยะทางยาวไกลและความง่วงที่มาพร้อมกับอาหารอิ่มเต็มท้อง ทำให้เราไม่ได้พูดคุยอะไรกับใครมากนัก สิ่งสำคัญประการเดียวที่เราทำคือ แปรงฟันอาบน้ำ แล้วคลานตัวขึ้นเตียงเพื่อเหยียดกายตรงบนเตียงนอนเสียที พรุ่งนี้มีรายการเดินทางยาวไกลให้พบเจอแน่นอน

การเดินทาง = การแสวงหา มีต่อฉบับหน้าค่ะ

 

ภาพ…ตัด…ต่อ

UgLy PriNceSS

 

 

ครุ่นคำนึงความคิดถึง วันดอกไม้ร่วง

กวิสรา

คิดเอ๋ยคิดถึงระเบียงน้ำค้าง
คิดถึงลอมฟาง-กองฟืน คืนหนาว
คิดถึงแสดสดของดอกทองกวาว
และขอบฟ้าสีขาววันสายหมอกลง

โอ… หัวใจคนไกลบ้าน
ฝากลมแผ่วผ่านเอารักไปส่ง
ไปโอบกอดต้นไม้ทุกต้นที่คง
โอบกอดที่เหลือหลง จากชีวิตคนไกล

ไปซบอกแม่และบอกแม่ว่า
ใจข้ามขอบฟ้ามาอยู่ใกล้ใกล้
อยากกลับมาหาเจียนจะขาดใจ
กลิ่นผมกรุ่นไออยู่ในคนึง

บอกพ่อของฉันบอกน้องของฉัน
กี่วันผ่านมายังเฝ้าคิดถึง
ที่นี่ดอกไม้โรย ลมโชยรำพึง
ยังแอบเห็นซึ่ง ซึ้งเศร้าแววตา

ชีวิตพลัดหาย จากกันมาไกล
ลูกยังหยั่งได้ทุกความห่วงหา
หลายครั้งร่ำไห้ แด่วันเวลา
ใดหนอปรารถนา พาชีวิตมาไกลทาง

บ้านเรา .. ระเบียงน้ำค้าง ดอกไม้พร่างใช่ไหมพ่อ
ลูกเคยเฝ้ารอ พ่อเคยเฝ้าสร้าง
พ่อปลูกดอกไม้ ลูกเด็ดมาวาง

…แรงพ่อถากถาง…

จนดอกไม้พร่างเต็มสวนเรา

ที่นี่ โรยไปหมดแล้ว ทุกดวงดอกไม้
กลิ่นแล้งหนาวไล้โลมใจดวงเศร้า
อยากกลับไปบ้าน แนบเรือนนานเนา
กลับสู่วัยเยาว์วันฉันผ่านล่วงมา

แม่, พ่อ, น้อง และบ้าน
สั่นไหวดวงวิญญาณของฉันหนักหนา
ฉันไม่เคยตระหนัก แม้นวันฉันร่ำลา
จวบได้เห็นว่า ดวงตามิเห็นกัน

โอ… หัวใจคนไกลบ้าน
ปีหนึ่งก็นาน นานเสียฉันหวั่น
แล้วต้องผ่านกี่ปีแล้วต้องผ่านกี่วัน
แหละคือนิรันดร์ – แห่งความทุกข์ในใจ

ที่นี่ … ดอกไม้โรยไปหมดแล้วพ่อ
บ้านเรา .. ดอกไม้คงแตกช่อจากกอใหม่
แม่ .. รักษาตัวนะแม่ฉันอยู่ไกล
น้องพี่ .. อย่าถลำไถลจากบ้านไปอีกคน

กวิสรา
18 ตุลาคม 2553

สิ่งที่พบ…

saraya_nok.worm

เมธีคะ…

หลายปีที่แล้วฉันได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ นั่นไม่ใช่ครั้งแรกของฉันที่ได้เดินทางไปยังจังหวัดนั้น และไม่ใช่ครั้งแรกบนยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย…ดอยอินทนนท์

<="หรือแม้แต่ความสงสัยในรูปทรงของเมฆบนฟ้า…<" ธรรมชาติรอบกาย="ธรรมชาติรอบกาย" ความเชื่ออันหลากหลาย="ความเชื่ออันหลากหลาย" หลายครั้งหลายหนที่ครุ่นคิดถึงคำถามจากวิถีชีวิตอันแตกต่าง="หลายครั้งหลายหนที่ครุ่นคิดถึงคำถามจากวิถีชีวิตอันแตกต่าง" ความคิดของเราจะได้ไหลเวียนไปในทุกทิศทางที่ได้สัมผัสผ่าน="ความคิดของเราจะได้ไหลเวียนไปในทุกทิศทางที่ได้สัมผัสผ่าน" ภายในสายตาของการเดินทาง…="ภายในสายตาของการเดินทาง…">

ฉันเดินทางขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ด้วยรถตู้ที่ร่วมกันเช่ามากับเพื่อน ๆ บนหนทางของดอยสูงที่สุดในประเทศไทยซึ่งวางตัวอยู่ด้านบนขุนเขาอันยิ่งใหญ่นั้นราบเรียบเกินกว่าที่มันควรจะเป็น สิ่งนี้ทำให้จิตใจของเรารื่นรมย์ไปกับความงดงามสองข้างทางได้อย่างสนิทใจ รถยิ่งแล่นสูงขึ้นเท่าใด ปุยเมฆขาวที่เคยสูงเสียดฟ้ายิ่งดูเหมือนว่าจะใกล้จนสามารถเอื้อมมือคว้า…

ในบางวันอันเงียบสงบบนลานดินกว้างซึ่งปกคลุมด้วยหญ้าเขียวขจีรายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ ฉันมักจะผ่อนคลายจากการงาน ปลดปล่อยจินตนาการไปกับการนอนราบมองดูเมฆขาวที่พราวฟ้า แล้วให้นึกไปว่า…เมฆก้อนนั้นก้อนนี้เป็นตัวแทนของบางสิ่งบางอย่าง มีเวลาก็จะผูกเรื่องราวแต่งเติมบทบาทให้กับเมฆขาวเหล่านั้น ราวกับว่าจินตนาการกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีของฉัน

รถแล่นจนถึงจุดสูงสุดบนยอดดอยที่ความสูง 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ตรงจุดชมวิวที่นั่น เรายืนอยู่เหนือเมฆเสียอีก มองเมฆขาวที่ลอยต่ำจากด้านบน …อาจเป็นเมฆที่หันหน้าลงสู่เบื้องล่าง ก้มมองผู้คนเดินดินตัวเล็ก ๆ หรืออาจเป็นเมฆที่จ้องมองเราอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เรายังติดดินต่ำต้อย ถึงเวลานี้… ใช่หรือว่าเรายิ่งใหญ่กว่าเมฆบนฟ้า…

เปล่าเลย… เพราะแท้จริงแล้วจินตนาการเรื่องราวยิ่งใหญ่ของฉันยามอยู่บนพื้นดิน กลับเป็นเพียงกลุ่มละอองน้ำซึ่งรวมตัวกันล่องลอยบางเบาอยู่ในอากาศ และพบเพียงว่า เมฆ…ไร้รูป

เหมือนอย่างบางจินตนาการหรือความคิดที่ระเหยหายจากสมองและใจของเราได้ไม่ยาก หากเราไม่ยึดติดและสร้างสัญลักษณ์เพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งนั้นขึ้นมา

อีกทั้งบางสิ่งบางอย่างภายในใจที่เราดั้นด้นแสวงหา บางครั้งเราจะได้ค้นพบในท้ายที่สุดว่า… เรากำลังแสวงหาเพียง “ อะไร… ”

มองเมฆบนดอยอินทนนท์อีกครั้งก่อนกลับ เมฆก้อนขาวไกล ๆ ซึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ๆ เป็นละอองไอให้พยายามเอื้อมมือคว้า นั้นมีปรัชญาที่เราสามารถเข้าใจได้ไม่ยากไปกว่าการสมมติตัวตนของเมฆขึ้นมา แล้วสุดท้ายก็พบว่า มันไร้ตัวตน…

เมธีคะ… ทุกวันนี้ฉันยังคงไปนอนแหงนมองดูเมฆขาวบนฟ้าเมื่อมีโอกาส แต่ฉันไม่ได้มีเพื่อนเป็นจินตนาการหรือเรื่องราวของเมฆเหล่านั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะฉันมีหลานตัวน้อยคอยเป็นเพื่อนนอนมองเมฆอยู่ข้าง ๆ เสียงเจื้อยแจ้วคอยไถ่ถามรูปทรงบนฟ้า ราวกับว่าเธอกำลังพูดคุยกับเพื่อนของเธออยู่ ส่วนฉันนอนฟังยิ้ม ๆ ถึงสำเนียงเสียงบนท้องฟ้าที่ส่งลงมาหาเธอ

บางที… อาจมีปรัชญามากมายแฝงอยู่ในนั้นอีก…

แด่…เมธี และชาวดอย

เบื้องหลังของด้านหลัง

ฉันก้มลงผูกเชือกรองเท้าผ้าใบคู่เก่งที่คลายออกให้แน่น ก่อนที่จะก้าวเดินตามเพื่อนอีก 3 คนไปขึ้นรถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 13 กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เราเดินขึ้นไปและหาเลขที่นั่งของพวกเรา ขบวนรถไฟสายนี้ดูราวกับว่าเป็นขบวนรถไฟสาย International ตลอดระยะทางที่เดินล่วงผ่านนั้น เต็มไปด้วยนักเดินทางชาวต่างประเทศ โบกี้ที่เรานั่งก็เช่นกัน ฉันนับจำนวนคนไทยได้เพียง 8 คนเท่านั้น ฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะมนต์เสน่ห์แห่งความคลาสสิคของรถไฟทำให้นักเดินทางชาวต่างประเทศส่วนหนึ่งชื่นชอบก็เป็นได้

แล้วเวลา 19.30 น. ของวันที่ 14 พ.ย. 50 รถไฟก็ออกจากชานชาลา จนถึงสถานีสามเสนเพื่อนของเราอีกคนก็ขึ้นมาสมทบกับเรา พวกเรานั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพนักงานบนรถไฟมาปูที่นอนให้ในเวลาประมาณ 20.30 น. เราแยกย้ายกันทำภารกิจส่วนตัว บางคนก็เข้านอนแต่หัวค่ำ ส่วนฉันเป็นคนนอนดึกจนเคยชินจึงยังไม่ง่วงนอน ฉันอาศัยหลอดไฟถนอมสายตาที่ติดไว้บนหัวนอน อยู่กับเรื่องราวในบางกะโพ้งที่นำติดกระเป๋าไปด้วย จนในที่สุดก็ต้องเข้านอนเพื่อเก็บแรงไว้ท่องเที่ยวในวันพรุ่งนี้

ประมาณ 6.00 น. รถไฟเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งพร้อม ๆ กับดวงตะวันที่ส่องแสงมาทักทายเรา 8.00 น. เราก็เดินไปที่ตู้เสบียงกันเพื่อทานอาหารเช้า ตู้เสบียงเป็นตู้ที่ไม่ได้ติดแอร์ ฉันได้สัมผัสกับอากาศยามเช้าที่สดชื่นพร้อม ๆ กับไออุ่นจากอาหารเช้า รู้สึกว่าร่างกายตื่นตัวเต็มที่พร้อมสำหรับการเดินทางในวันนี้แล้ว พอถึงเวลา 9.30 น. พนักงานบนรถไฟก็ประกาศขอบคุณทุกคนที่มาใช้บริการ รถไฟแล่นมาถึงปลายทางแล้ว…

บริเวณสถานีรถไฟเชียงใหม่มีผู้คนมาถือป้ายรอรับนักท่องเที่ยวกลุ่มของตนอยู่มากมาย พวกเราเองก็ต้องโทรหารถตู้ที่เราติดต่อไว้ เมื่อพบกับคนขับรถตู้แล้ว เราก็ไม่รอช้ารีบเดินทางไปยังสถานที่แรกนั่นคือ “ พระธาตุจอมทองวรวิหาร ” กันเลย

พระธาตุจอมทองเบื้องหน้าเรา เป็นสีทองเหลืองอร่ามงดงามยิ่ง เมื่อเพื่อนของฉันไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนจากคุณยายคนหนึ่ง คุณยายเล่าให้ฟังว่า พระธาตุองค์จริงนั้นไม่ได้อยู่ในพระสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่และงดงามองค์ที่เราเห็นกันอยู่ หากแต่อยู่ภายในวิหารหลวงพ่อเพชร เมื่อเรานมัสการพระสถูปเจดีย์ด้านหน้าเสร็จแล้ว จึงเดินเข้าไปสักการะหลวงพ่อเพชรและพระธาตุองค์จริงในวิหาร

หลังจากเดินทางออกจากพระธาตุจอมทองแล้ว เราก็มุงหน้าไปยังดอยอินทนนท์กัน ดอยอินทนนท์เป็นเสมือนหลังคาของประเทศไทย เป็นปลายทางของเทือกเขาหิมาลัย จากเชิงดอยจนถึงยอดดอยประกอบไปด้วย ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขาตอนล่าง และป่าดิบเขาตอนบน มีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เริ่มตั้งแต่เชิงดอยเราแวะที่ “ น้ำตกแม่ยะ ” เป็นน้ำตกแรกที่อยู่บริเวณเชิงดอยอินทนนท์ เมื่อรถจอดที่บริเวณลานจอดรถ เราต้องเดินเท้าไปตามทางเดินที่ทางอุทยานได้จัดทำไว้ไปอีกประมาณ 500 ม. ก็ได้เห็นน้ำตกขนาดใหญ่ทอดตัวอยู่ไม่ไกลจากสายตาเรานัก แต่ก่อนที่เราจะเดินไปยังจุดชมน้ำตกให้ใกล้ชิดยิ่งกว่านั้น เราแวะทานอาหารกลางวันกันริมสายน้ำที่กำลังไหลระเรื่อย ท่ามกลางสายฝนที่พรำลงมา เราต้องเร่งทานอาหารเพราะไม่รู้ว่าฝนจะตกลงมาหนักกว่านี้อีกไหม อาหารมื้อนี้ถึงแม้จะทานอย่างเร่งร้อนไปหน่อย แต่ก็ได้บรรยากาศแบบที่ไม่เคยได้รับมาก่อน

เมื่อเดินขึ้นไปอีกสักหน่อย ก็ถึงจุดชมวิวน้ำตกแม่ยะ น้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงมามีความสูงราว 260 ม. กว้าง 100 ม. ตระหง่านอยู่ตรงหน้าเรา พวกเราชื่นชมความงาม พร้อมบันทึกภาพร่วมกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะพากันอำลาน้ำตกที่สวยงามแห่งนั้นไป

สถานที่ที่เราเดินทางไปต่อจากนั้นคือ “ น้ำตกวชิรธาร ” ซึ่งอยู่ที่กม. 22 ของถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ที่นี่เราไม่ต้องเดินเท้าต่อไปอีก เพราะจากบริเวณจอดรถ ก็สามารถเห็นน้ำตกได้เลย ช่วงที่เราไปยังเป็นช่วงที่น้ำมาก น้ำตกวชิรธารจึงดูสวย ละอองน้ำที่กระเซ็นนั้นมากมายจนบางครั้งเกิดเป็นสายรุ้งให้เห็นได้ชัดเจน ขณะที่พวกเราเองก็ต้องเปียกปอนไปตาม ๆ กันเมื่อไปถ่ายรูปกันที่บริเวณน้ำตก

หลังจากนั้นเราก็เดินทางขึ้นดอยต่อไป เพื่อไปยังที่พักของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ประมาณกม.ที่ 31 เราติดต่อขอกุญแจห้องพักซึ่งเป็นบ้านพักขนาด 3 คน 2 หลัง ก่อนที่จะนำสัมภาระไปเก็บยังบ้านพัก เราเดินทางไปยังสถานีเกษตรโครงการหลวงก่อนที่จะถึงเวลาที่จะปิดทำการในเวลา 17.00 น.

สถานีวิจัยโครงการหลวง เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือชาวเขาให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ในขณะเดียวกันรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากภาคการเกษตรยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาให้ดีขึ้น ตลอดจนป้องกันการบุกรุกป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธาร โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการทำไร่เลื่อนลอย มาทำการเกษตรในพื้นที่ถาวร งานวิจัยที่ดำเนินการที่นี่ เช่น งานวิจัยไม้ดอก งานวิจัยผัก งานวิจัยพืชไร่ งานวิจัยสตรอเบอรี่ และงานวิจัยปลาเรนโบว์เทราท์ ภายในสถานีวิจัยโครงการหลวงนั้นมีเส้นทางเดินเท้าไปชมน้ำตกสิริภูมิ บริเวณสวนหลวงสิริภูมิด้วย

เมื่ออาทิตย์โรยแสงลง ความมืดก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ ความหนาวเย็นนั้นจับตัวทั่วบรรยากาศ พวกเราไปนั่งทานอาหารเย็นกันที่โรงอาหารของทางอุทยาน อาหารที่สั่งส่วนใหญ่จะเป็นเมนูผัก เพราะผักบนดอยนั้นสดและน่าทานมาก ก่อนที่จะกลับที่พักในที่สุด

เช้าวันต่อมาเราตื่นกันแต่เช้าตรู่ เพื่อขึ้นไปเที่ยวชม “ ยอดดอยอินทนนท์ ” ซึ่งมีความสูง 2,565 ม. จากระดับน้ำทะเล ตั้งตระหง่านอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยที่ทอดตัวผ่านชมพูทวีปเข้าสู่ภาคเหนือของไทย อุณหภูมิบนยอดดอยวันนั้นวัดได้ 10 องศาเซลเซียส หนาวจนเราต้องสวมเสื้อกันถึงสามชั้น เราไปถ่ายรูปกันบริเวณจุดสูงสุดของประเทศไทย ไปซื้อของที่ระลึก และเดินไปยังฝั่งตรงข้ามร้านขายของที่ระลึก บริเวณนั้นเป็นทางลงเพื่อไปยัง “ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาหลวง ” เส้นทางนี้ยาวประมาณ 400 ม. มีลักษณะเป็นป่าดิบเขาและป่าพรุ เรือนยอดไม้แน่นทึบ แสงสว่างสาดส่องลงมาได้เพียงรำไร ลำต้น กิ่ง ก้าน มีมอส ไลเคนส์ เฟิร์น ฝอยลมห่อหุ้มระโยงระยางเหมือน ‘ ต้นไม้ใส่เสื้อ ’ ซึ่งเป็นการปรับตัวตามธรรมชาติอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันความหนาวเย็น บรรยากาศดูขมุกขมัวลึกลับคล้าย ‘ ป่าดึกดำบรรพ์ ’ ในอดีตกาล

ผืนป่าที่แน่นทึบทำหน้าที่เป็นเครื่องผลิตและกรองน้ำฝน ก่อนปล่อยลงกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่อ่างกาหลวง ซึ่งมีป่าพรุเป็นพรมชั้นดีดูดซับไว้ ก่อนจะค่อย ๆ รินไหลลงสู่เบื้องล่าง ผ่านลำธารสายหลักคือ ลำน้ำขุนวาง ลำน้ำแม่กลาง ลำน้ำแม่ยะ ไหลรวมลงสู่ลำน้ำแม่แจ่ม ลำน้ำสาขาสำคัญของลำน้ำปิง

บริเวณอ่างกาหลวงจะมีสะพานไม้ทอดยาวตลอดเส้นทางเพื่อไม่ให้เราเดินไปเหยียบสิ่งมีชีวิตตามทางนั้น ที่อ่างกาหลวงนี้เองที่เรามีโอกาสได้เห็นนกกินปลีหางยาวเขียวซึ่งเป็นนกประจำถิ่น ก่อนหน้าที่ฉันจะไปดอยอินทนนท์ ฉันได้อ่านบทความจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่บอกไว้ว่าเนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ดอยอินทนนท์เองก็ต้องเผชิญกับสภาวะนี้เช่นกัน ทำให้มอสบางส่วนเกิดการแปรสภาพไป รวมทั้งนกอพยพและนกประจำถิ่นบางพวกก็ไม่ยอมมาอาศัยอยู่ ฉันมาคราวนี้ก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอ่างกาหลวงจากที่เคยมาเมื่อสมัยเป็นเด็ก วันนี้ฉันสังเกตเห็นว่าต้นไม้ในอ่างกาหลวงหลายต้น ห่มผ้าสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นสีเขียวขจีอย่างที่เคยเห็น แต่เรายังโชคดีที่ได้เห็นนกประจำถิ่น แม้เพียงชนิดเดียวก็ตาม ถ้าหากเรายังไม่ช่วยกัน ‘ รักโลก ’ในวันนี้ ฉันก็ไม่อยากจะคิดว่า ลูกหลานของเราจะมาเห็นอ่างกาหลวงในสภาพเช่นไร…

ออกจากอ่างกาหลวงเราเดินทางไปยัง “ เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ” ที่นี่เราต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขออนุญาตเข้าชม และต้องมีมัคคุเทศน์ประจำถิ่นเป็นคนนำทางในการเดิน มัคคุเทศน์ประจำถิ่นบอกกับเราว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานนี้ จะแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้าอัลไพน์ และบริเวณหน้าผา ฉันเคยทราบมาจากหนังสือสารคดีเล่มหนึ่งว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานนี้ ถือได้ว่าเป็น “ เส้นทางแห่งความรัก ” ว่ากันว่าใครที่ไม่มีคู่ถ้ามาเดินเส้นทางนี้จะได้คู่ ใครมีคู่แล้วก็จะรักกันมากยิ่งขึ้น แต่มาคราวนี้ฉันไม่คิดอะไรเรื่องนี้เพราะพวกเราล้วนมีแต่ผู้หญิง และฉันเองก็ไม่คิดอยากจะมีคู่เสียด้วย แต่หลังจากที่เดินจนครบเส้นทางแล้ว ฉันจึงเข้าใจว่าทำไมเส้นทางนี้จึงเรียกว่าเป็น เส้นทางแห่งความรัก…

เส้นทางช่วงแรกที่เป็นป่าดิบเขานั้นทางเดินค่อนข้างชัน เราต้องเดินขึ้นเนินเขาตลอด ถึงแม้ว่าในป่าจะมีต้นไม้มากมาย แต่ฉันก็รู้สึกหายใจไม่ทันและเหนื่อยง่ายมาก คงเป็นเพราะบริเวณนั้นเป็นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก อากาศจึงเบาบาง พวกเราก็ต้องคอยดูแลกันและกันไปตลอดเส้นทาง เมื่อถึงบริเวณหนึ่งน้องทรายมัคคุเทศก์นำทางก็บอกให้พวกเราหลับตาแล้วจับมือกันไว้ เราต้องผ่านรากไม้บ้าง เส้นทางที่ลื่นบ้าง หรือหลุมบ่อบ้าง แต่เราก็ช่วยบอกทางกันตลอด จนมาถึงจุดหนึ่ง น้องทรายบอกให้เราลืมตา สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เราต้องร้องโอ้โห… เนื่องจากต้นไม้ที่เราเห็นมากมายนั้นได้หายไปหมด มีเพียงเนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าสั้น ๆ และดอกไม้เล็ก ๆ น่ารัก บริเวณนี้คือทุ่งหญ้าอัลไพน์ ข้างหน้านั้นเราเห็นเมฆก้อนใหญ่ ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเราในบางขณะ บรรยากาศราวกับอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งความฝัน เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง ช่วงสันเขาซึ่งข้าง ๆ เป็นหน้าผาชัน บริเวณหน้าผาชันนั้น มีต้นกุหลาบพันปีต้นไม้สัญลักษณ์แห่งเทือกเขาหิมาลัยขึ้นเรียงรายอยู่ตลอดเส้นทาง วันที่เราไปนั้นมีกุหลาบพันปีสีแดงที่เรียกว่า คำแดง ออกดอกให้เห็นบ้าง แต่ถ้ามาในช่วงระหว่างปลายเดือนพ.ย.-ก.พ.ก็จะได้เห็นดอกกุหลาบพันปีสีแดงสดผลิบานประดับอยู่เต็มหน้าผา คละเคล้ากับหมอกเมฆที่เคลื่อนตัวเข้ามา ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นโรแมนติกทีเดียว เราเดินเลาะริมหน้าผาจนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งมีลักษณะเป็นป่าดิบเขาอีกครั้ง การเดินป่าในครั้งนี้นอกจากจะทำให้เรารักกันมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้เรารู้ว่าเรารักกันแค่ไหน ก็ความรักของพวกเรามีระดับขีดความสูงเท่าระดับท้องฟ้าเชียวล่ะ ^_^

จากเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เราเดินทางไปสักการะ “ พระมหาธาตุนภเมทนีดล – นภพลภูมิสิริ ” ช่วงเวลาที่เราไปนั้น พระธาตุนภเมทนีดลกำลังได้รับการบูรณะอยู่ แต่ก็ยังสามารถเข้าไปภายในเพื่อสักการะพระพุทธรูปประจำพระธาตุได้ พระธาตุนภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ เป็นพระธาตุที่ทางกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมใจสร้างถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปีพุทธศักราช 2530 และเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 โดยรอบบริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ทั้ง 2 องค์ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างชัดเจน พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ มีฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา ที่นี่มีร้านขายของที่ระลึก ฉันได้ซื้อเสื้อโค้ทกันหนาวของโครงการหลวงซึ่งนำมาจำหน่ายในราคาไม่แพงไปฝากคุณแม่ด้วย

หลังจากสักการะพระมหาธาตุกันแล้ว เราเดินทางไปถ่ายภาพกันที่จุดชมวิว แล้วไปเที่ยวชมตลาดท้องถิ่นของชาวเขา ซึ่งมีพืชผักผลไม้สด ๆ และราคาย่อมเยาจำหน่าย แล้วจึงกลับที่พัก คืนนั้นฟ้าโปร่งมาก ฉันจึงชวนเพื่อนออกไปดูดาว แต่บริเวณที่พักของเราเป็นป่าสนสามใบ มีบริเวณที่สามารถมองเห็นดาวน้อย แต่เราก็ยังเห็นได้หลายดวง ฉันคิดว่าถ้าเราอยู่บริเวณที่โล่งกว่านี้เราก็อาจเห็นดาวนับล้านบนฟากฟ้านั้นทีเดียว ช่วงเวลานั้นฉันรู้สึกคิดถึงเพื่อน ๆ หลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และไม่ได้มาเที่ยวกับเราในครั้งนี้ แต่ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันสักแค่ไหน เราผูก-พันกันไว้ได้ด้วย…ความรัก แล้วฉันก็คิดถึงบทเพลงหนึ่งของวงเฉลียง…

“ เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ”
( ฟังเพลงได้ที่ http://www.katikala.com/news/chaliang-ther.shtml )

ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า จะมีไหมหนาที่ลอยอยู่เองเฉยๆ
ไม่ยอมโคจรหมุนไปไหนเลย ไม่เคยไม่เห็นเลยสักดวง
ดาวของฉันเธอว่าห่างไกลลิบๆ แต่ดาวไหนๆ มันก็อยู่ไกลกันทั้งนั้น
ดาวของเธอฉันว่าก็เหมือนกัน กี่ปีแสงนั้นอย่านับเลย
เมื่อดาวโคจรมาเจอะกัน ฤดูก็เปลี่ยนผัน การหมุนก็ผันแปร
เมื่อเธอกับฉันมาเจอะกัน ชีวิตก็เปลี่ยนผัน
เปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนจังหวะหมุนของหัวใจ ให้ใกล้กัน
เกิดอาการ เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ แต่สองดาวก็ยังหมุนรอบตัวเอง
เธอดึงดูดฉัน ฉันดึงดูดเธอ และสองดาวยังเปล่งแสงอันงดงามให้แก่กัน
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ
ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
เธอดึงดูดฉัน ฉันดึงดูดเธอ และสองดาวยังเปล่งแสงอันงดงามไปทั่วฟ้า…

วันที่ 3 เราออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ เพื่อไปยัง “ ดอยอ่างขาง ” ซึ่งคนขับรถบอกว่าต้องใช้เวลาเดินทางจากดอยอินทนนท์ถึงยอดดอยอ่างขางประมาณ 4-5 ชม. เส้นทางขึ้นดอยอ่างขางคดเคี้ยวและสูงชัน หากใครที่คิดว่าจะไปและเป็นคนที่เมารถฉันแนะนำให้พกยาป้องกันอาการเมารถติดตัวไปด้วย บนดอยอ่างขางมีสวนพฤกษชาติที่หลากหลาย ทั้งสวนบอนไซ สวนหิน สวนดอกบ๊วย สวน 80 สวนสตรอเบอรี่ และสวนกุหลาบ ฯลฯ เราแวะทานอาหารว่างกันที่ร้านอาหารภายในบริเวณสวน 80 ฉันเลือกดื่มน้ำสตรอเบอรี่ปั่น ส่วนเพื่อน ๆ ก็ดื่มลาเต้บ้าง โกโก้เย็นบ้าง ฉันคิดว่าน้ำสตรอเบอรี่ปั่นที่นี่ใช้สตรอเบอรี่เกือบ 100 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว เพราะเข้มข้นมากไม่เหมือนกับที่เคยดื่มที่ไหนมาก่อน แล้วเราก็สั่งเค้กช็อกโกแลตกับเค้กแครอทมาอย่างละ 1 ชิ้นเพื่อมาแบ่งกันชิม ฉันบอกไม่ถูกเลยว่ามันนุ่ม หอม และอร่อยแค่ไหน คิดว่าพวกคุณลองไปชิมเองจะดีกว่า…

เราแวะร้านขายของที่ระลึกซึ่งอยู่ภายในกรีนเฮาส์ที่มีไม้ดอกไม้ประดับมากมาย ฉันหาซื้อของฝากเพื่อน มองไปยังชั้นจำหน่ายดอกไม้แห้งที่จัดเป็นช่อ เป็นตะกร้าอย่างสวยงาม ทำให้ความทรงจำช่วงหนึ่งหวนคืนมา ดอกไม้แห้งกระถางหนึ่งที่นี่เคยถูกซื้อไปฝากชายคนหนึ่งที่ฉันคิดว่ารัก ฉันเองก็ไม่รู้ว่ากล้าทำไปได้อย่างไร แต่ถ้าหากเขาไม่เป็นคนบอกฉันเสียก่อนว่าเขาแต่งงานแล้ว ใครจะรู้วันหนึ่งฉันอาจเป็นคนขอเขาคนนี้แต่งงานเหมือนในบทความของอาวินทร์ก็เป็นได้ ฉันไม่ได้หวังคำตอบรับหรืออะไรหรอกนะ เพียงแค่อยากพูดอะไรออกไปสักอย่าง อยากให้เขารู้ว่า เขาเป็นคนดีในแบบที่ฉันรักเท่านั้นเอง ฉันคิดว่าความรักนั้นยากจะให้คำนิยามหรือกำหนดขอบเขต เราจะรู้จักได้เมื่อเรารู้สึกเอง…

เราลงจากดอยอ่างขาง กลับไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ เอาสัมภาระเข้าเก็บในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ก่อนที่จะออกไปช็อปปิ้งที่ถนนคนเดินกันในคืนนั้น ฉันเพิ่งเคยมาถนนคนเดินเป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก ที่นี่มีสินค้าพื้นเมืองขายตลอดแนวถนนซึ่งยาวมาก มีนักศึกษาหาทุนไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นระยะ ๆ สินค้าที่มาจำหน่ายก็มีหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้าที่เพนท์เอง ทอเอง ถักเอง โมบาย พวงกุญแจตุ๊กตา รูปแกะสลัก ฯลฯ ฉันมาสะดุดตาตรงจุดที่มีศิลปินวาดภาพเหมือนมานั่งกันเป็นแถว ฉันเคยคิดอยากวาดภาพเหมือนของตัวเองมานานแล้ว แต่หาเวลาและภาพถ่ายที่ชัดเจนของตัวเองมาเป็นแบบไม่ได้สักที เลยอยากลองให้คนอื่นวาดให้ ฉันเลือกคนวาดภาพที่ใช้ดินสอสีน้ำตาลเพราะฉันคิดว่าสีที่เขาใช้สวยดี ถึงแม้ภาพที่เขาวาดออกมาจะไม่เหมือนนัก แต่ฉันก็ไม่รู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายไป เป็นเพราะว่าฉันได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ในการเป็นแบบให้คนวาดภาพ เพิ่งรู้ว่าการเป็นแบบนี่ค่อนข้างเมื่อยที่ต้องทำตัวอยู่นิ่ง ๆ และเขินมาก ๆ ที่มีคนมามุงดูเด็มไปหมด บางคนถ่ายภาพไปด้วยน่ะสิ เมื่อได้เวลานัดหมายพวกเราก็กลับที่พักกัน

เช้าวันสุดท้ายเราไป “ นมัสการพระธาตุดอยสุเทพ ” วันนั้นเป็นวันอาทิตย์มีผู้คนไปที่นั่นมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เราไหว้ครูบาศรีวิชัยที่ด้านหน้าก่อนที่จะเข้าไปไหว้องค์พระธาตุด้านในกัน หลังจากนั้นก็นั่งรถขึ้นไปชม “ พระตำหนักภูพิงราชนิเวศน์ ” อันเป็นพระตำหนักที่ใช้แปรพระราชฐานในช่วงฤดูหนาวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่นั่นมีสวนกุหลาบขนาดใหญ่ มีดอกกุหลาบดอกใหญ่หลากสีและสวยงามมาก เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะไปถึงพระตำหนักของสมเด็จย่า ซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูงดงาม วันที่เราไปนั้นเป็นวันเดียวกับวันที่สมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศศรีลังกาเสด็จมา เราจึงได้รับเสด็จพระองค์ด้วย
ก่อนเดินทางกลับจากเชียงใหม่ เราไปแวะซื้อของฝากพวกอาหารเหนือกันที่ตลาดสดต้นพยอม แล้วจึงเดินทางไปยังสนามบินเชียงใหม่ เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ ฯ และกลับถึงกรุงเทพ ฯ ในเวลา 17.40 น.

แรกทีเดียวนั้นฉันคิดเพียงอยากจะไปสัมผัสและแสวงหาเส้นทางแห่งความรักกิ่วแม่ปานที่ไม่เคยไปสัมผัสมาก่อน แต่ถึงตอนนี้ฉันพบว่า ไม่เพียงแค่กิ่วแม่ปาน แต่ทุกย่างก้าว ทุกเส้นทางที่พวกเราสัมผัสนั่นคือเส้นทางแห่งความรัก ทุกที่มีความรักได้ ถ้าหากในหัวใจของเราเปี่ยมล้นด้วยความรัก…

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก
- อนุสารอสท.
- หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2550
- นิตยสาร Advanced Thailand Geographic
- กระทู้หัวข้อ | เ ส้ น ท า ง รั ก |… โดย…saranya_nok.worm http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=11503

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับดอยอินทนนท์ได้ที่
http://www.doiinthanon.com/blog/?id=inthanon46

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.