|
เบื้องหลังของด้านหลัง
ฉันก้มลงผูกเชือกรองเท้าผ้าใบคู่เก่งที่คลายออกให้แน่น ก่อนที่จะก้าวเดินตามเพื่อนอีก 3 คนไปขึ้นรถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 13 กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เราเดินขึ้นไปและหาเลขที่นั่งของพวกเรา ขบวนรถไฟสายนี้ดูราวกับว่าเป็นขบวนรถไฟสาย International ตลอดระยะทางที่เดินล่วงผ่านนั้น เต็มไปด้วยนักเดินทางชาวต่างประเทศ โบกี้ที่เรานั่งก็เช่นกัน ฉันนับจำนวนคนไทยได้เพียง 8 คนเท่านั้น ฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะมนต์เสน่ห์แห่งความคลาสสิคของรถไฟทำให้นักเดินทางชาวต่างประเทศส่วนหนึ่งชื่นชอบก็เป็นได้
แล้วเวลา 19.30 น. ของวันที่ 14 พ.ย. 50 รถไฟก็ออกจากชานชาลา จนถึงสถานีสามเสนเพื่อนของเราอีกคนก็ขึ้นมาสมทบกับเรา พวกเรานั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพนักงานบนรถไฟมาปูที่นอนให้ในเวลาประมาณ 20.30 น. เราแยกย้ายกันทำภารกิจส่วนตัว บางคนก็เข้านอนแต่หัวค่ำ ส่วนฉันเป็นคนนอนดึกจนเคยชินจึงยังไม่ง่วงนอน ฉันอาศัยหลอดไฟถนอมสายตาที่ติดไว้บนหัวนอน อยู่กับเรื่องราวในบางกะโพ้งที่นำติดกระเป๋าไปด้วย จนในที่สุดก็ต้องเข้านอนเพื่อเก็บแรงไว้ท่องเที่ยวในวันพรุ่งนี้
ประมาณ 6.00 น. รถไฟเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งพร้อม ๆ กับดวงตะวันที่ส่องแสงมาทักทายเรา 8.00 น. เราก็เดินไปที่ตู้เสบียงกันเพื่อทานอาหารเช้า ตู้เสบียงเป็นตู้ที่ไม่ได้ติดแอร์ ฉันได้สัมผัสกับอากาศยามเช้าที่สดชื่นพร้อม ๆ กับไออุ่นจากอาหารเช้า รู้สึกว่าร่างกายตื่นตัวเต็มที่พร้อมสำหรับการเดินทางในวันนี้แล้ว พอถึงเวลา 9.30 น. พนักงานบนรถไฟก็ประกาศขอบคุณทุกคนที่มาใช้บริการ รถไฟแล่นมาถึงปลายทางแล้ว…
บริเวณสถานีรถไฟเชียงใหม่มีผู้คนมาถือป้ายรอรับนักท่องเที่ยวกลุ่มของตนอยู่มากมาย พวกเราเองก็ต้องโทรหารถตู้ที่เราติดต่อไว้ เมื่อพบกับคนขับรถตู้แล้ว เราก็ไม่รอช้ารีบเดินทางไปยังสถานที่แรกนั่นคือ “ พระธาตุจอมทองวรวิหาร ” กันเลย
พระธาตุจอมทองเบื้องหน้าเรา เป็นสีทองเหลืองอร่ามงดงามยิ่ง เมื่อเพื่อนของฉันไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนจากคุณยายคนหนึ่ง คุณยายเล่าให้ฟังว่า พระธาตุองค์จริงนั้นไม่ได้อยู่ในพระสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่และงดงามองค์ที่เราเห็นกันอยู่ หากแต่อยู่ภายในวิหารหลวงพ่อเพชร เมื่อเรานมัสการพระสถูปเจดีย์ด้านหน้าเสร็จแล้ว จึงเดินเข้าไปสักการะหลวงพ่อเพชรและพระธาตุองค์จริงในวิหาร
หลังจากเดินทางออกจากพระธาตุจอมทองแล้ว เราก็มุงหน้าไปยังดอยอินทนนท์กัน ดอยอินทนนท์เป็นเสมือนหลังคาของประเทศไทย เป็นปลายทางของเทือกเขาหิมาลัย จากเชิงดอยจนถึงยอดดอยประกอบไปด้วย ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขาตอนล่าง และป่าดิบเขาตอนบน มีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เริ่มตั้งแต่เชิงดอยเราแวะที่ “ น้ำตกแม่ยะ ” เป็นน้ำตกแรกที่อยู่บริเวณเชิงดอยอินทนนท์ เมื่อรถจอดที่บริเวณลานจอดรถ เราต้องเดินเท้าไปตามทางเดินที่ทางอุทยานได้จัดทำไว้ไปอีกประมาณ 500 ม. ก็ได้เห็นน้ำตกขนาดใหญ่ทอดตัวอยู่ไม่ไกลจากสายตาเรานัก แต่ก่อนที่เราจะเดินไปยังจุดชมน้ำตกให้ใกล้ชิดยิ่งกว่านั้น เราแวะทานอาหารกลางวันกันริมสายน้ำที่กำลังไหลระเรื่อย ท่ามกลางสายฝนที่พรำลงมา เราต้องเร่งทานอาหารเพราะไม่รู้ว่าฝนจะตกลงมาหนักกว่านี้อีกไหม อาหารมื้อนี้ถึงแม้จะทานอย่างเร่งร้อนไปหน่อย แต่ก็ได้บรรยากาศแบบที่ไม่เคยได้รับมาก่อน
เมื่อเดินขึ้นไปอีกสักหน่อย ก็ถึงจุดชมวิวน้ำตกแม่ยะ น้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงมามีความสูงราว 260 ม. กว้าง 100 ม. ตระหง่านอยู่ตรงหน้าเรา พวกเราชื่นชมความงาม พร้อมบันทึกภาพร่วมกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะพากันอำลาน้ำตกที่สวยงามแห่งนั้นไป
สถานที่ที่เราเดินทางไปต่อจากนั้นคือ “ น้ำตกวชิรธาร ” ซึ่งอยู่ที่กม. 22 ของถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ที่นี่เราไม่ต้องเดินเท้าต่อไปอีก เพราะจากบริเวณจอดรถ ก็สามารถเห็นน้ำตกได้เลย ช่วงที่เราไปยังเป็นช่วงที่น้ำมาก น้ำตกวชิรธารจึงดูสวย ละอองน้ำที่กระเซ็นนั้นมากมายจนบางครั้งเกิดเป็นสายรุ้งให้เห็นได้ชัดเจน ขณะที่พวกเราเองก็ต้องเปียกปอนไปตาม ๆ กันเมื่อไปถ่ายรูปกันที่บริเวณน้ำตก
หลังจากนั้นเราก็เดินทางขึ้นดอยต่อไป เพื่อไปยังที่พักของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ประมาณกม.ที่ 31 เราติดต่อขอกุญแจห้องพักซึ่งเป็นบ้านพักขนาด 3 คน 2 หลัง ก่อนที่จะนำสัมภาระไปเก็บยังบ้านพัก เราเดินทางไปยังสถานีเกษตรโครงการหลวงก่อนที่จะถึงเวลาที่จะปิดทำการในเวลา 17.00 น.
สถานีวิจัยโครงการหลวง เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์เพื่อช่วยเหลือชาวเขาให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ในขณะเดียวกันรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากภาคการเกษตรยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาให้ดีขึ้น ตลอดจนป้องกันการบุกรุกป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธาร โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการทำไร่เลื่อนลอย มาทำการเกษตรในพื้นที่ถาวร งานวิจัยที่ดำเนินการที่นี่ เช่น งานวิจัยไม้ดอก งานวิจัยผัก งานวิจัยพืชไร่ งานวิจัยสตรอเบอรี่ และงานวิจัยปลาเรนโบว์เทราท์ ภายในสถานีวิจัยโครงการหลวงนั้นมีเส้นทางเดินเท้าไปชมน้ำตกสิริภูมิ บริเวณสวนหลวงสิริภูมิด้วย
เมื่ออาทิตย์โรยแสงลง ความมืดก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ ความหนาวเย็นนั้นจับตัวทั่วบรรยากาศ พวกเราไปนั่งทานอาหารเย็นกันที่โรงอาหารของทางอุทยาน อาหารที่สั่งส่วนใหญ่จะเป็นเมนูผัก เพราะผักบนดอยนั้นสดและน่าทานมาก ก่อนที่จะกลับที่พักในที่สุด
เช้าวันต่อมาเราตื่นกันแต่เช้าตรู่ เพื่อขึ้นไปเที่ยวชม “ ยอดดอยอินทนนท์ ” ซึ่งมีความสูง 2,565 ม. จากระดับน้ำทะเล ตั้งตระหง่านอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยที่ทอดตัวผ่านชมพูทวีปเข้าสู่ภาคเหนือของไทย อุณหภูมิบนยอดดอยวันนั้นวัดได้ 10 องศาเซลเซียส หนาวจนเราต้องสวมเสื้อกันถึงสามชั้น เราไปถ่ายรูปกันบริเวณจุดสูงสุดของประเทศไทย ไปซื้อของที่ระลึก และเดินไปยังฝั่งตรงข้ามร้านขายของที่ระลึก บริเวณนั้นเป็นทางลงเพื่อไปยัง “ เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาหลวง ” เส้นทางนี้ยาวประมาณ 400 ม. มีลักษณะเป็นป่าดิบเขาและป่าพรุ เรือนยอดไม้แน่นทึบ แสงสว่างสาดส่องลงมาได้เพียงรำไร ลำต้น กิ่ง ก้าน มีมอส ไลเคนส์ เฟิร์น ฝอยลมห่อหุ้มระโยงระยางเหมือน ‘ ต้นไม้ใส่เสื้อ ’ ซึ่งเป็นการปรับตัวตามธรรมชาติอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันความหนาวเย็น บรรยากาศดูขมุกขมัวลึกลับคล้าย ‘ ป่าดึกดำบรรพ์ ’ ในอดีตกาล
ผืนป่าที่แน่นทึบทำหน้าที่เป็นเครื่องผลิตและกรองน้ำฝน ก่อนปล่อยลงกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่อ่างกาหลวง ซึ่งมีป่าพรุเป็นพรมชั้นดีดูดซับไว้ ก่อนจะค่อย ๆ รินไหลลงสู่เบื้องล่าง ผ่านลำธารสายหลักคือ ลำน้ำขุนวาง ลำน้ำแม่กลาง ลำน้ำแม่ยะ ไหลรวมลงสู่ลำน้ำแม่แจ่ม ลำน้ำสาขาสำคัญของลำน้ำปิง
บริเวณอ่างกาหลวงจะมีสะพานไม้ทอดยาวตลอดเส้นทางเพื่อไม่ให้เราเดินไปเหยียบสิ่งมีชีวิตตามทางนั้น ที่อ่างกาหลวงนี้เองที่เรามีโอกาสได้เห็นนกกินปลีหางยาวเขียวซึ่งเป็นนกประจำถิ่น ก่อนหน้าที่ฉันจะไปดอยอินทนนท์ ฉันได้อ่านบทความจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่บอกไว้ว่าเนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ดอยอินทนนท์เองก็ต้องเผชิญกับสภาวะนี้เช่นกัน ทำให้มอสบางส่วนเกิดการแปรสภาพไป รวมทั้งนกอพยพและนกประจำถิ่นบางพวกก็ไม่ยอมมาอาศัยอยู่ ฉันมาคราวนี้ก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอ่างกาหลวงจากที่เคยมาเมื่อสมัยเป็นเด็ก วันนี้ฉันสังเกตเห็นว่าต้นไม้ในอ่างกาหลวงหลายต้น ห่มผ้าสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นสีเขียวขจีอย่างที่เคยเห็น แต่เรายังโชคดีที่ได้เห็นนกประจำถิ่น แม้เพียงชนิดเดียวก็ตาม ถ้าหากเรายังไม่ช่วยกัน ‘ รักโลก ’ในวันนี้ ฉันก็ไม่อยากจะคิดว่า ลูกหลานของเราจะมาเห็นอ่างกาหลวงในสภาพเช่นไร…
ออกจากอ่างกาหลวงเราเดินทางไปยัง “ เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ” ที่นี่เราต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขออนุญาตเข้าชม และต้องมีมัคคุเทศน์ประจำถิ่นเป็นคนนำทางในการเดิน มัคคุเทศน์ประจำถิ่นบอกกับเราว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานนี้ จะแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้าอัลไพน์ และบริเวณหน้าผา ฉันเคยทราบมาจากหนังสือสารคดีเล่มหนึ่งว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานนี้ ถือได้ว่าเป็น “ เส้นทางแห่งความรัก ” ว่ากันว่าใครที่ไม่มีคู่ถ้ามาเดินเส้นทางนี้จะได้คู่ ใครมีคู่แล้วก็จะรักกันมากยิ่งขึ้น แต่มาคราวนี้ฉันไม่คิดอะไรเรื่องนี้เพราะพวกเราล้วนมีแต่ผู้หญิง และฉันเองก็ไม่คิดอยากจะมีคู่เสียด้วย แต่หลังจากที่เดินจนครบเส้นทางแล้ว ฉันจึงเข้าใจว่าทำไมเส้นทางนี้จึงเรียกว่าเป็น เส้นทางแห่งความรัก…
เส้นทางช่วงแรกที่เป็นป่าดิบเขานั้นทางเดินค่อนข้างชัน เราต้องเดินขึ้นเนินเขาตลอด ถึงแม้ว่าในป่าจะมีต้นไม้มากมาย แต่ฉันก็รู้สึกหายใจไม่ทันและเหนื่อยง่ายมาก คงเป็นเพราะบริเวณนั้นเป็นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก อากาศจึงเบาบาง พวกเราก็ต้องคอยดูแลกันและกันไปตลอดเส้นทาง เมื่อถึงบริเวณหนึ่งน้องทรายมัคคุเทศก์นำทางก็บอกให้พวกเราหลับตาแล้วจับมือกันไว้ เราต้องผ่านรากไม้บ้าง เส้นทางที่ลื่นบ้าง หรือหลุมบ่อบ้าง แต่เราก็ช่วยบอกทางกันตลอด จนมาถึงจุดหนึ่ง น้องทรายบอกให้เราลืมตา สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เราต้องร้องโอ้โห… เนื่องจากต้นไม้ที่เราเห็นมากมายนั้นได้หายไปหมด มีเพียงเนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าสั้น ๆ และดอกไม้เล็ก ๆ น่ารัก บริเวณนี้คือทุ่งหญ้าอัลไพน์ ข้างหน้านั้นเราเห็นเมฆก้อนใหญ่ ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาหาเราในบางขณะ บรรยากาศราวกับอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งความฝัน เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง ช่วงสันเขาซึ่งข้าง ๆ เป็นหน้าผาชัน บริเวณหน้าผาชันนั้น มีต้นกุหลาบพันปีต้นไม้สัญลักษณ์แห่งเทือกเขาหิมาลัยขึ้นเรียงรายอยู่ตลอดเส้นทาง วันที่เราไปนั้นมีกุหลาบพันปีสีแดงที่เรียกว่า คำแดง ออกดอกให้เห็นบ้าง แต่ถ้ามาในช่วงระหว่างปลายเดือนพ.ย.-ก.พ.ก็จะได้เห็นดอกกุหลาบพันปีสีแดงสดผลิบานประดับอยู่เต็มหน้าผา คละเคล้ากับหมอกเมฆที่เคลื่อนตัวเข้ามา ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นโรแมนติกทีเดียว เราเดินเลาะริมหน้าผาจนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งมีลักษณะเป็นป่าดิบเขาอีกครั้ง การเดินป่าในครั้งนี้นอกจากจะทำให้เรารักกันมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้เรารู้ว่าเรารักกันแค่ไหน ก็ความรักของพวกเรามีระดับขีดความสูงเท่าระดับท้องฟ้าเชียวล่ะ ^_^
จากเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เราเดินทางไปสักการะ “ พระมหาธาตุนภเมทนีดล – นภพลภูมิสิริ ” ช่วงเวลาที่เราไปนั้น พระธาตุนภเมทนีดลกำลังได้รับการบูรณะอยู่ แต่ก็ยังสามารถเข้าไปภายในเพื่อสักการะพระพุทธรูปประจำพระธาตุได้ พระธาตุนภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ เป็นพระธาตุที่ทางกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมใจสร้างถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปีพุทธศักราช 2530 และเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 โดยรอบบริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ทั้ง 2 องค์ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างชัดเจน พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ มีฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา ที่นี่มีร้านขายของที่ระลึก ฉันได้ซื้อเสื้อโค้ทกันหนาวของโครงการหลวงซึ่งนำมาจำหน่ายในราคาไม่แพงไปฝากคุณแม่ด้วย
หลังจากสักการะพระมหาธาตุกันแล้ว เราเดินทางไปถ่ายภาพกันที่จุดชมวิว แล้วไปเที่ยวชมตลาดท้องถิ่นของชาวเขา ซึ่งมีพืชผักผลไม้สด ๆ และราคาย่อมเยาจำหน่าย แล้วจึงกลับที่พัก คืนนั้นฟ้าโปร่งมาก ฉันจึงชวนเพื่อนออกไปดูดาว แต่บริเวณที่พักของเราเป็นป่าสนสามใบ มีบริเวณที่สามารถมองเห็นดาวน้อย แต่เราก็ยังเห็นได้หลายดวง ฉันคิดว่าถ้าเราอยู่บริเวณที่โล่งกว่านี้เราก็อาจเห็นดาวนับล้านบนฟากฟ้านั้นทีเดียว ช่วงเวลานั้นฉันรู้สึกคิดถึงเพื่อน ๆ หลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และไม่ได้มาเที่ยวกับเราในครั้งนี้ แต่ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันสักแค่ไหน เราผูก-พันกันไว้ได้ด้วย…ความรัก แล้วฉันก็คิดถึงบทเพลงหนึ่งของวงเฉลียง…
“ เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ” ( ฟังเพลงได้ที่ http://www.katikala.com/news/chaliang-ther.shtml )
ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า จะมีไหมหนาที่ลอยอยู่เองเฉยๆ ไม่ยอมโคจรหมุนไปไหนเลย ไม่เคยไม่เห็นเลยสักดวง ดาวของฉันเธอว่าห่างไกลลิบๆ แต่ดาวไหนๆ มันก็อยู่ไกลกันทั้งนั้น ดาวของเธอฉันว่าก็เหมือนกัน กี่ปีแสงนั้นอย่านับเลย เมื่อดาวโคจรมาเจอะกัน ฤดูก็เปลี่ยนผัน การหมุนก็ผันแปร เมื่อเธอกับฉันมาเจอะกัน ชีวิตก็เปลี่ยนผัน เปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนจังหวะหมุนของหัวใจ ให้ใกล้กัน เกิดอาการ เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ แต่สองดาวก็ยังหมุนรอบตัวเอง เธอดึงดูดฉัน ฉันดึงดูดเธอ และสองดาวยังเปล่งแสงอันงดงามให้แก่กัน ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง เธอดึงดูดฉัน ฉันดึงดูดเธอ และสองดาวยังเปล่งแสงอันงดงามไปทั่วฟ้า…
วันที่ 3 เราออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ เพื่อไปยัง “ ดอยอ่างขาง ” ซึ่งคนขับรถบอกว่าต้องใช้เวลาเดินทางจากดอยอินทนนท์ถึงยอดดอยอ่างขางประมาณ 4-5 ชม. เส้นทางขึ้นดอยอ่างขางคดเคี้ยวและสูงชัน หากใครที่คิดว่าจะไปและเป็นคนที่เมารถฉันแนะนำให้พกยาป้องกันอาการเมารถติดตัวไปด้วย บนดอยอ่างขางมีสวนพฤกษชาติที่หลากหลาย ทั้งสวนบอนไซ สวนหิน สวนดอกบ๊วย สวน 80 สวนสตรอเบอรี่ และสวนกุหลาบ ฯลฯ เราแวะทานอาหารว่างกันที่ร้านอาหารภายในบริเวณสวน 80 ฉันเลือกดื่มน้ำสตรอเบอรี่ปั่น ส่วนเพื่อน ๆ ก็ดื่มลาเต้บ้าง โกโก้เย็นบ้าง ฉันคิดว่าน้ำสตรอเบอรี่ปั่นที่นี่ใช้สตรอเบอรี่เกือบ 100 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว เพราะเข้มข้นมากไม่เหมือนกับที่เคยดื่มที่ไหนมาก่อน แล้วเราก็สั่งเค้กช็อกโกแลตกับเค้กแครอทมาอย่างละ 1 ชิ้นเพื่อมาแบ่งกันชิม ฉันบอกไม่ถูกเลยว่ามันนุ่ม หอม และอร่อยแค่ไหน คิดว่าพวกคุณลองไปชิมเองจะดีกว่า…
เราแวะร้านขายของที่ระลึกซึ่งอยู่ภายในกรีนเฮาส์ที่มีไม้ดอกไม้ประดับมากมาย ฉันหาซื้อของฝากเพื่อน มองไปยังชั้นจำหน่ายดอกไม้แห้งที่จัดเป็นช่อ เป็นตะกร้าอย่างสวยงาม ทำให้ความทรงจำช่วงหนึ่งหวนคืนมา ดอกไม้แห้งกระถางหนึ่งที่นี่เคยถูกซื้อไปฝากชายคนหนึ่งที่ฉันคิดว่ารัก ฉันเองก็ไม่รู้ว่ากล้าทำไปได้อย่างไร แต่ถ้าหากเขาไม่เป็นคนบอกฉันเสียก่อนว่าเขาแต่งงานแล้ว ใครจะรู้วันหนึ่งฉันอาจเป็นคนขอเขาคนนี้แต่งงานเหมือนในบทความของอาวินทร์ก็เป็นได้ ฉันไม่ได้หวังคำตอบรับหรืออะไรหรอกนะ เพียงแค่อยากพูดอะไรออกไปสักอย่าง อยากให้เขารู้ว่า เขาเป็นคนดีในแบบที่ฉันรักเท่านั้นเอง ฉันคิดว่าความรักนั้นยากจะให้คำนิยามหรือกำหนดขอบเขต เราจะรู้จักได้เมื่อเรารู้สึกเอง…
เราลงจากดอยอ่างขาง กลับไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ เอาสัมภาระเข้าเก็บในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ก่อนที่จะออกไปช็อปปิ้งที่ถนนคนเดินกันในคืนนั้น ฉันเพิ่งเคยมาถนนคนเดินเป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก ที่นี่มีสินค้าพื้นเมืองขายตลอดแนวถนนซึ่งยาวมาก มีนักศึกษาหาทุนไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นระยะ ๆ สินค้าที่มาจำหน่ายก็มีหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้าที่เพนท์เอง ทอเอง ถักเอง โมบาย พวงกุญแจตุ๊กตา รูปแกะสลัก ฯลฯ ฉันมาสะดุดตาตรงจุดที่มีศิลปินวาดภาพเหมือนมานั่งกันเป็นแถว ฉันเคยคิดอยากวาดภาพเหมือนของตัวเองมานานแล้ว แต่หาเวลาและภาพถ่ายที่ชัดเจนของตัวเองมาเป็นแบบไม่ได้สักที เลยอยากลองให้คนอื่นวาดให้ ฉันเลือกคนวาดภาพที่ใช้ดินสอสีน้ำตาลเพราะฉันคิดว่าสีที่เขาใช้สวยดี ถึงแม้ภาพที่เขาวาดออกมาจะไม่เหมือนนัก แต่ฉันก็ไม่รู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายไป เป็นเพราะว่าฉันได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ในการเป็นแบบให้คนวาดภาพ เพิ่งรู้ว่าการเป็นแบบนี่ค่อนข้างเมื่อยที่ต้องทำตัวอยู่นิ่ง ๆ และเขินมาก ๆ ที่มีคนมามุงดูเด็มไปหมด บางคนถ่ายภาพไปด้วยน่ะสิ เมื่อได้เวลานัดหมายพวกเราก็กลับที่พักกัน
เช้าวันสุดท้ายเราไป “ นมัสการพระธาตุดอยสุเทพ ” วันนั้นเป็นวันอาทิตย์มีผู้คนไปที่นั่นมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เราไหว้ครูบาศรีวิชัยที่ด้านหน้าก่อนที่จะเข้าไปไหว้องค์พระธาตุด้านในกัน หลังจากนั้นก็นั่งรถขึ้นไปชม “ พระตำหนักภูพิงราชนิเวศน์ ” อันเป็นพระตำหนักที่ใช้แปรพระราชฐานในช่วงฤดูหนาวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่นั่นมีสวนกุหลาบขนาดใหญ่ มีดอกกุหลาบดอกใหญ่หลากสีและสวยงามมาก เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะไปถึงพระตำหนักของสมเด็จย่า ซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูงดงาม วันที่เราไปนั้นเป็นวันเดียวกับวันที่สมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศศรีลังกาเสด็จมา เราจึงได้รับเสด็จพระองค์ด้วย ก่อนเดินทางกลับจากเชียงใหม่ เราไปแวะซื้อของฝากพวกอาหารเหนือกันที่ตลาดสดต้นพยอม แล้วจึงเดินทางไปยังสนามบินเชียงใหม่ เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ ฯ และกลับถึงกรุงเทพ ฯ ในเวลา 17.40 น.
แรกทีเดียวนั้นฉันคิดเพียงอยากจะไปสัมผัสและแสวงหาเส้นทางแห่งความรักกิ่วแม่ปานที่ไม่เคยไปสัมผัสมาก่อน แต่ถึงตอนนี้ฉันพบว่า ไม่เพียงแค่กิ่วแม่ปาน แต่ทุกย่างก้าว ทุกเส้นทางที่พวกเราสัมผัสนั่นคือเส้นทางแห่งความรัก ทุกที่มีความรักได้ ถ้าหากในหัวใจของเราเปี่ยมล้นด้วยความรัก…
|