ก้าว..รอ..ก้าว

KaawRowKaw

ON January 2011

Editor by

/ จัสมิน / สิญจน์ สวรรค์เสก  / saranya /

/นารินทร์  ทองดี /ท่านเจ้าคุณ  / ICE 

 

 

สิญจน์  สวรรค์เสก

เที่ยง, แท้, แน่…..

       (ธีมของก้าวรอก้าวฉบับนี้คือ ‘เปลี่ยนแปลง’)

       เมื่อได้อ่านชื่อบทความนี้ ผมคิดว่าผู้อ่านหลายท่านคงคิดไปถึงคำว่า นอน แล้วเป็นแน่ เพราะโดยมากเมื่อมีคำว่า แน่ แล้วมักจะตามมาด้วยคำว่า นอน

       …แน่นอน…

       แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะนอกจาก นอน แล้วยังมีอีกคำที่สามารถนำมาต่อท้ายหรือนำหน้า ‘แน่ ได้ นั่นคือ ‘นิ่ง’ รวมเป็น นิ่งแน่ หรือ แน่นิ่ง จะหมายถึงอาการที่ สลบ หรือ แข็งไป

       ผมกำลังชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายของภาษาที่สามารถเปลี่ยนเป็นรูปประโยคได้มากมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ใช้ว่าจะเชี่ยวชาญระดับใด ซึ่งหากเป็น ปรมาจารย์ภาษา – จอมเทพอักษราผู้เสพสระและพยัญชนะเป็นภักษาหาร แล้วล่ะก้อ การใช้ถ้อยคำมารับใช้ความคิดของท่านผู้นั้นจะสามารถแปรไปได้ร้อยสันพันประโยคตามความต้องการที่จะให้มันเปลี่ยน…

       …เปลี่ยนแปลง

       ว่ากันว่าภาษามีชีวิต คือมีการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ แปรเปลี่ยน แล้วอาจจะดับสูญไปเมื่อใดก็ได้

       ชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างจากภาษาที่ได้รับการพัฒนามาเรื่อย

       แม้คำว่า ‘พัฒนา’ เองก็วิวัฒน์ตัวตนมาอย่างต่อเนื่อง

     ‘พัฒนา’ หรือ ‘พัฒนะ’ เป็นภาษาบาลี แปลว่า ‘ทำให้เจริญ, ทำให้เพิ่มขึ้น’ ซึ่งความหมายแท้ของคำคำนี้ได้ถูกฆ่าตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง! อย่างน้อยก็ในความคิดของผม

       ท่านเจ้าคุณอาจารย์ – พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ครูบาอาจารย์ที่ผมเคารพสุดเกล้าจบเศียร ได้เปิดกะลาเคาะกะโหลกให้ผมได้ทราบความหมายแท้ของคำว่าพัฒนา ว่าสามารถใช้ได้แม้ในทางไม่ดี เช่น กิเลสพัฒนา ความเลวพัฒนา อกุศลธรรมพัฒนา ฯลฯ คือสามารถใช้กับอะไรก็ได้ที่กำลังเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่งามและง่ามเลว

       มีคำบาลีอีกหลายคำที่คนไทยหยิบเอามาใช้ ทว่าใช้เพี้ยนไปจากความหมายเดิมจนกลายเป็นคำใหม่ไปแล้ว เช่นคำว่า ‘ผู้อาวุโส’ ที่พระสมัยก่อนใช้เรียกพระที่มีอายุพรรษาอ่อนกว่า ทว่าปัจจุบันนี้กลับหมายถึง ‘ผู้ชรา’ ไปแล้ว และอีกคำซึ่งผมนึกได้เลยในตอนนี้คือ ‘อิทธิพล’ หมายถึง ‘มีผลกระทบต่อ’ แต่ดูเหมือนผู้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าคือบุคคลประเภทหนึ่งที่มีอำนาจในทางไม่ดีต่อสังคม

       เหล่านี้ล้วนคือความพลิกผันเปลี่ยนแปรไม่แน่นอนของภาษา

     (ผมกำลังเขียนถึงความเปลี่ยนแปลง)

       ว่าให้ถึงที่สุด ความเปลี่ยนแปลงนี่เองคือหัวใจของพระพุทธศาสนา

       หากใครเคยอ่านหนังสือธรรมะหรือฟังซีดีธรรมะของพระธรรมโกษาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) แห่งสวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบ้าง คงคุ้นกับประโยค “ตถตามันเป็นเช่นนั้นเอง” ของหลวงพ่อ ซึ่งท่านจะพูดอยู่เสมอ พอพูดประโยคนี้เสร็จทีไรท่านมักจะหวัวน้อยๆ ต่อความเป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไปของสิ่งทั้งมวล

       หากใครเป็นศานุศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี จะต้องได้ยินคาถาเด็ดที่หลวงปู่เสกให้ฟังอยู่เสมอ นั่นคือ “ไม่แน่”

       ชอบรึ?

       ไม่แน่

       ชังรึ?

       ไม่แน่

       โกรธ เกลียด ดี เลว ฯลฯ

       ไม่แน่

       หลวงปู่ชาสอนต่อไปอีกว่า “อะไรๆ ก็โยนเข้าใส่ตรงนี้ไว้ เห็นอะไร ฟังอะไร ให้โยนเข้าใส่ความไม่แน่ เพราะของที่มันไม่แน่นี่แหละ นานๆ ไปมันจะแน่ขึ้นมา”

       เช่นกัน – สอนหัวใจของพระพุทธศาสนาเสร็จคราวใด หลวงปู่ชาจะยิ้มอย่างเบิกบานเหมือนกับที่หลวงพ่อพุทธทาสหวัวให้กับ ตถตา ของท่าน

       อีกรูปที่สรุป ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ หรือ ‘ความไม่แน่’ เอาไว้อย่างน่าฟังคือ หลวงพ่อสุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์) เจ้าอาวาสวัดอมราวดี กรุงลอนดอน ซึ่งท่านบอกว่า ตอนบวชเป็นพระใหม่ๆ เวลาสวดพุทธัง… ธัมมัง… สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ทีไร ท่านคิดเพียงแค่ว่าให้ถือเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แต่พอบวชนานไป ได้ปฏิบัติธรรมมากขึ้นถึงได้รู้ว่า

       พระพุทธ คือ ผู้รู้ หรือว่าจิตของตนเอง

       พระธรรม คือ ความไม่เที่ยง ไม่แน่ เปลี่ยนแปลงไปของสิ่งทั้งมวล

       พระสงฆ์ คือ ผู้ปฏิบัติดี หรือคือตนเองที่กำลังทำดีอยู่

       พูดแบบลัดสั้นคือ ไม่ควรเอาใจไปไว้กับสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะการเอาจิตไปผูกมัดกับสิ่งอื่นคือบ่อเกิดของความทุกข์ เหตุว่าใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง เมื่อความไม่เที่ยงของสิ่งนั้นปรากฏ จะทำให้จิตที่เข้าไปยึดมั่นเป็นทุกข์

       ทางรอดปลอดภัยคือ

     อยู่กับพระพุทธ คือมีสติตื่นอยู่

     อยู่กับพระธรรม นั่งหวัวให้กับความไม่แน่

     อยู่กับพระสงฆ์ คืออยู่กับความดีที่เป็นไปเช่นนั้นเอง

     การยึดถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจึงไม่ต่างอะไรกับการเอาตนเป็นที่พึ่งอัตตาหิ อัตโน นาโถ นั่นเอง

       (ผมได้เขียนถึงความเปลี่ยนแปลงแล้ว หรือไม่งั้น ผมก็ได้เปลี่ยนแปลงธีมในการเขียนเรียบร้อยแล้ว ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านรื่นเริงบันเทิงธรรมอยู่กับคืนวันที่เปลี่ยนไปในปีเก่าซึ่งแสร้งหลอกเป็นปีใหม่นี้ด้วยเทอญ)

-คม-

       ผมคิดเองง่ายๆ ว่า กำเนิดของภาษาน่าจะมาจากการที่คนรวมตัวกันมากขึ้น หากไม่มีการรวมกลุ่ม ก็คงไม่เกิดภาษา ลองนึกภาพคนป่าห้าหกคนกำลังล่าเสือเขี้ยวดาบ หากไม่สามารถสื่อสารกันว่า เฮ้ย เสืออยู่ด้านหลังเอ็งว่ะ มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปนานแล้ว การสื่อสารจึงถือว่าเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์

     แต่ทำไมต้องเป็นภาษา?

    ไม่ทราบครับ

     ผมเชื่อว่าหากเราไม่ได้พัฒนาการใช้เสียงเป็นการพูดกับการได้ยิน เราก็คงพัฒนาไปทางอื่นแทน เช่นสื่อสารกันโดยกะพริบตา ขยับกล้ามเนื้อใบหน้า ภาษากาย ภาษามือ หรือกระทั่งการใช้กลิ่นในการสื่อสาร เช่น ผายลมแปลว่ามีความสุขโว้ย

-ขำ-

       “เรียกพี่ได้ไหม”

       ถาม : พ่อวินทร์ครับ แนวเขียนของพ่อมีความแปลกใหม่ (ที่เขาเรียกว่ามิติใหม่หรือเปล่า) ความแปลกใหม่ของพ่อนั้น คล้ายกับคำของขงเบ้งที่ว่า การจัดรูปทัพมีพลิกแพลงเสมอไม่รู้จักจบสิ้น ยังไงยังงั้น คารวะ…

      ตอบ : เรียกผมตามปกติธรรมดาก็ได้ครับ พ่อหรือลุงฟังดูแก่มากครับ ส่วนปู่นั้น… เฮ้อ!

 

       “ขออภัยที่ทะลึ่ง”

       ถาม : ผมหลงเข้ามาห้องนี้ได้ไงเนี่ย ว่าจะแวะไปเยี่ยมสาวๆ ในห้องหนอนฯ โน่นนี่นา

       เอาเถอะเอา ไหนๆ ผมก็หลงเข้ามาแล้วนี่เนอะ งั้นผมขออวยพรให้คุณวินทร์หน่อยนะครับ

       (เนื่องในวาระปีใหม่นี้) ผมขอให้คุณวินทร์อยู่เป็นต้นโพธิ์ต้นไทรผลิดอกออกผลให้หนอนน้อยใหญ่แทะโลมไปนานๆ สุขภาพกายก็ขอให้ฟิตปั๋งเตะปี๊บเปรี้ยงปร้าง สุขภาพใจก็ซู่ซ่าดึ๋งดืด กำลังความคิดก็ขอให้พุ่งพรวดเหมือนบั้งไฟแสนยโสธร อีตอนคิดเขียนสิ่งใดก็ขอให้ลื่นไหลดุจนายบรรหาร ในงานเทศกาลหนังสือฯที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอให้หนังสือทุกเล่มของคุณวินทร์ขายดีเหมือนแจกฟรีเลยนะขอรับเจ้านาย!

       ด้วยความเคารพ

สิญจน์ สวรรค์เสก

(ผู้ชายธรรมด๊า ธรรมดา ที่สุดแสนจะน่ารักคนหนึ่ง)

       ตอบ : สำนวนภาษาแสดงว่าเป็นคนอารมณ์ดีแน่ๆ อย่างนี้ต้องเชิญไปเป็นที่ปรึกษารัฐบาลดีไหม เพราะเสนอโครงการอะไรออกมา เครียดกันทั้งเมือง

-วินทร์ เลียววาริณ-

 

พีพี

กระต่ายกระโจนส์

       ปีใหม่กี่ปีต่อกี่ปีที่ผ่านเลยฉันไม่เคยตั้งคำถามนี้กับตัวเอง แต่ใช่ว่าคำถามแนวนี้จะไม่เคยเกิดขึ้นกับฉัน เพียงแต่การตัดสินใจทำหรือเปลี่ยนแปลงอะไรนั้นฉันไม่เคยนึกถึงเรื่องฤกษ์ยาม ฉันอาจเปลี่ยนตัวเองเมื่อใดก็ตามที่ฉันเห็นว่า ‘ได้เวลาของมันเสียที’ (แต่มันไม่ได้เวลาของมันสักทีนะสิ!)

       จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ฉันได้อ่านหนังสือ ‘ไดอารี่ ของบริดเจ็ท โจนส์’ (เฮเลน ฟีลดิง-เขียน) เป็นบันทึกของหญิงสาวโสดคนหนึ่งนาม ‘บริดเจ็ท โจนส์’ ที่เดินเข้าใกล้คานทุกขณะ แต่ยังไม่มีชายใดหลงเข้ามา เป้าหมายของเธอปีนี้คือต้องสละโสดให้ได้ สิ่งที่อาจเป็นปัญหาและอุปสรรคที่ขวางกั้นการไปถึงเป้าหมายจะต้องถูกขจัดออกไป ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนักส่วนเกินที่ถึงขั้นขึ้นเครื่องชั่งวันต่อวัน ทำตารางอาหารลดน้ำหนัก การลดบุหรี่ แอลกอฮอล์ การปรับปรุงบุคลิกภาพ ฯลฯ

       ฉันมีสิ่งที่จะเริ่ม จะเลิก จะลืม จะจำ จะทำ จะเปลี่ยน จะไป จะ…จะ…จะ…อีก 888.88 จะ

       ต้นปีที่แล้วฉันได้เริ่มสิ่งที่ฉันจะเริ่มมานาน (เริ่มงงตัวเองเล็กน้อย :) ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเริ่มต้น ปีนี้ฉันได้เปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต

       เข้าเดือนธันวาคม ตามสถานที่ต่าง ๆ แลดูตื่นตื่นตาตื่นใจไปด้วยแสงไฟประดับ ฉันเกิดความรู้สึกกระตือรือร้นกับเทศกาลรื่นเริงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และคิดถึงบริดเจ็ท โจนส์ อีกครั้ง ฉันเขียนสิ่งที่ต้องการ ‘เปลี่ยน’ ลงกระดาษ ตอนแรกนึกไม่ออก (เพราะมีความมั่นใจค่อนข้างสูงว่าตัวเองทำดีมาตลอด แห่ะๆ) แต่เมื่อทำใจยอมรับความจริงแล้ว กลับเขียนได้ถึง 8 หน้ากระดาษ มีเรื่องที่อยากปรับถึง 88 เรื่อง!

       ก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ฉันคาดหวังจะได้ความรู้สึกตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็นเหมือนเวลาแอบอ่านไดอารี่ลับของใครสักคน ระหว่างอ่านฉันว่ามันเป็นเพียงบันทึกส่วนตัวที่ระบายความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่ออ่านจบฉันได้อะไรมากกว่าการได้รู้เรื่องส่วนตัวของคนคนหนึ่ง ฉันพบว่าเจ้าของไดอารี่คนนี้มีอะไรน่าสนใจมากมาย เธอมองโลกในแง่ดีและยอมรับความจริง บ้าบิ่นและบ้าหวย อ่อนโยนและแข็งกระด้าง ใส่ใจตนเองและคนรอบข้าง ฯลฯ เราได้รับรู้เรื่องราวและความเป็นไปของคนอื่น ๆ รอบตัวเธอ โดยเฉพาะเรื่องแม่ของเธอ

       จะให้ฉันมองเห็นจุดด้อยหรือข้อเสียของตัวเองนั้นเป็นเรื่องยากไม่น้อย แต่การยอมรับความจริงอาจยากยิ่งกว่า

       การปรับปรุงตนเองอาจจะไม่ต้องหาฤกษ์งามยามดี แต่ฉันจะลองใช้โอกาสนี้เริ่มต้น เริ่มพร้อมกับหลาย ๆ คน

       กระโจนไปพร้อมกับกระต่ายด้วยกัน แล้วมาวัดกันดูไหมว่าใครจะถึงเส้นชัยก่อน?

531220

 

กวิสรา

 

             ผีเสื้อ
         

          สีสันตัดกัน – ปีกเจ้าแต้ม
          ราวดอกไม้แรกแย้ม ไร้เจ้าของ
          เจ้า เปลี่ยนดวงตาเศร้าผู้เฝ้ามอง
          ให้พบความรังรองอิสรา

         

          โลกของเจ้าคือ สวนของดอกไม้
          สวนดอกไม้คือใจของตัวข้า
          ความรัก – ความฝัน – ความศรัทธา
          ล้วนต่างมีที่มา จากชีวิต
        

          ใจของเราจะมิยอมถูกกักขัง
          ใน ซึ่กรงผุพังวิปริต
          ทุกความงามมอบตอบแด่ความคิด
          ปีกผีเสื้อล้วนวิจิตร เมื่อว่ายฟ้อน
         

          แต่ละชีพเอื้อสวนไว้พิงพัก
          ต่างผีเสื้อว่ายวักลม อ่อนอ่อน
          แต่ละเราเป็นผีเสื้อผู้แรมรอน
          และเป็นสวนดอกไม้ซ้อน ซ้อนชีวิต

                                                          

                                                                                    กวิสรา

 

ส้มลิ้ม

ขณะหนึ่งเดินทาง : ปักกิ่งในม่านฝน (3)

       เช้าวัน 19 กันยายน 2553 เราตื่นด้วยกติกา 5½-6½-7½ ที่ใช้ได้ผลดีเยี่ยม เด็กน้อยหน้ามนหลายคนที่ได้รับการอบรมไปเมื่อวานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างพึงพอใจ เราทานอาหารเช้า เก็บกระเป๋าขึ้นรถแล้วออกเดินทางไกลไปนอกเมืองชั่วโมงกว่า เพื่อชื่นชมกับความงดงามน่าทึ่งชวนตะลึงตะลานของกำแพงเมืองจีน กำแพงหมื่นลี้ที่ยิ่งใหญ่อลังการเกินกล่าว เสียดายแค่ว่าเรามีเวลาชั่วโมงครึ่งเท่านั้นสำหรับกำแพงมหากาฬนี้ ด้วยสองเท้าที่ไม่เคยฝึกฝนทักษะกีฬาใดให้เชี่ยวชาญ ฉันและชายหนุ่มที่เดินเคียงข้างก็เลยไปได้ไกลแค่ป้อมปราการอันแรกที่อยู่ใกล้ที่สุด แม้กำแพงที่ทอดยาวจะมีขั้นบันไดเดินสะดวกตลอดเส้นทาง แต่ความไม่คุ้นบวกการออกแรงเดินขึ้นที่สูง หักหาญต่อแรงดึงดูดของโลกที่เหนี่ยวรั้งก็ทำให้ใครหลายคนเกิดอาการหอบน้อยๆ เหงื่อซึมหน่อยๆ ทั้งที่อากาศเย็นสบาย พลังงานจากอาหารเช้าที่กินเข้าไปได้ใช้งานทันท่วงที

       กำแพงเมืองจีนสร้างในสมัย พ.ศ. 332-339 โดยเป็นการรวบรวมกำแพงเมืองเล็กๆ ที่เรียงรายมากมายเข้าเป็นกำแพงเดียวกันตามบัญชาของจิ๋นซีฮ่องเต้ ความยาวราว 2400 กิโลเมตร ทำให้กำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งก่อสร้างจากน้ำมือมนุษย์เพียงสิ่งเดียวที่มองเห็นได้จากอวกาศ กำแพงอิฐ หิน และดินที่ทอดข้ามยาวไกลแห่งนี้ ทำหน้าที่เป็นทั้งกำแพงกั้นข้าศึก เป็นอนุสาวรีย์ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และสุสานของชนชาติที่ยิ่งใหญ่ในอดีตกาล

       ความงามของบรรยากาศ ณ กำแพงหมื่นลี้ ทำให้ฉันนึกถึงภาพยนตร์จีนกำลังภายในที่มีพระเอกใส่ชุดสีขาวยาวๆ เดินโบกพัดไปมา ทิวเขาที่ล้อมรอบทัศนียภาพตรงหน้าทำให้สงสัยเหลือเกินว่า จิ๋นซีฮ่องเต้เชื่อมต่อกำแพงพวกนี้เข้าเป็นเส้นเดียวกันเพื่อกันข้าศึกไปทำไม ในเมื่อลาดเขาที่สูงชันขนาดคะเนด้วยสายตายังไม่รู้ว่าจะปีนยังไงไหว แล้วข้าศึกที่ไหนจะผ่านโตรกเหวหุบเขาพวกนี้มารุกรานได้ แต่ก็นะ คิดมาคิดไป คงไม่มีอะไรขวางกั้นความทะยานอยากจะพิชิตชัยของมนุษย์ได้ ดูแต่ปัจจุบันเอง เรื่องไม่ควรจะเกิดก็เกิดจากความละโมบหิวกระหายของคนตั้งมากมาย สาอะไรกับกองทัพที่อยากครอบครองดินแดนมังกร

       จากทิวเขาเทียมฟ้าของกำแพงหมื่นลี้ เราเก็บภาพงามๆ ได้มากมายคนละหลายกิ๊กตามประสาช่างภาพอาชีพและสมัครเล่น มองดูความสนุกสนานของนักท่องเที่ยวที่หอบหิ้วกันเดินขึ้นบันไดยาวไกลหลายกิโลเมตร เห็นพ่อแก่แม่เฒ่าหลายคนหยุดเดินแล้วนั่งพักมันเสียเฉยๆ ตรงกลางบันได เห็นวัยรุ่นมากมายแข่งขันกันวิ่งขึ้นที่สูงด้วยกำลังคึกคะนอง มองหาเพื่อนร่วมเดินทางรอบกาย หลายคนไม่กระหายจะพิชิตกำแพงเมืองจีนมากไปกว่านี้ สาเหตุคงเพราะหลายคนเดินทางมาเที่ยวที่นี่หลายครั้งจนปรุโปร่ง ส่วนอีกหลายคนไม่อาจคงความฉับไวเช่นในอดีตได้ สุดท้าย เราก็มองเห็นรอยยิ้มของเพื่อนร่วมทางที่ส่งให้กันในวันที่เดินขึ้นบันไดไม่ไหวใกล้ๆ ตัวเรานี่เอง

 

       เมื่อถึงเวลานัดหมายสิบโมงครึ่ง เราต้องรออ้อยอิ่งอยู่ริมลานจอดรถ เก็บภาพทิวทัศน์รอบกายสลับกับการหยอกอำเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพสำนักต่างๆ กันไป จนได้ออกเดินทางไปทานอาหารกลางวันจริงๆ ตอนสิบเอ็ดโมง ร้านอิ่วอี้เตี้ยน (แปลว่า มิตรภาพ) มีอาหารสิบอย่างเสิร์ฟมาตามประสาอาหารจีนที่เน้นความมากของจานอาหารจนต้องวางซ้อนกันเต็มโต๊ะ อาหารรสชาติใช้ได้เหมือนเคย แต่ที่พิเศษออกไปคือ คราวนี้มีเมรัยสีใสในขวดเขียวใบจ้อยวางเคียงกับจอกขาวให้ทุกคนลองลิ้ม เหล้ารสแรงซาบซ่า 56 ดีกรี เรียกเลือดฝาดขึ้นสาดประทับใบหน้าสมาชิกหลายคน เพื่อนร่วมทางสาวสวยคนหนึ่งบอกว่า ตอนนี้ชักคุ้นเคยกับการดื่มเบียร์ทุกมื้ออาหาร กลับไปกรุงเทพฯคงติดนิสัยการดื่มแกล้มอาหารไปด้วยแน่แท้ ประเด็นนี้ฉันฟังแล้วชอบอกชอบใจตามประสาคนขี้เมา ลองเอาเรื่องเหล้ามาล่อก็คงไม่มีอะไรต้องต่อรองกันแล้วละนะ

       เสร็จจากมื้ออาหารราวเที่ยงครึ่ง พักสูบบุหรี่ กินขนม เข้าห้องน้ำ เราขึ้นรถแล้วเดินทางไปสู่ 798 Art Center ศูนย์ศิลปะกลางเมืองที่ใช้อาคารสถานที่โรงงานเก่าร้างมาดัดแปลงเป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะ ระหว่างทางที่นั่งรถกันมา คนนำเที่ยวพยายามให้ข้อมูลสำคัญของสถานที่ที่เรากำลังจะไปเยือน แต่ฤทธิ์ของเมรัยใสขวดน้อยเล่นเอาหลายคนหลับพับยามบ่ายไปอย่างแสนสุข

       ศูนย์ศิลปะ 798 เกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปินที่ต้องการหาพื้นที่สร้างงานศิลปะในราคาไม่แพงนัก และที่โรงงานร้างแห่งนี้ที่พวกเขาได้บุกเบิกเป็นชุมชนศิลปิน นานวันเข้า ชื่อเสียงของ 798 ก็ดังไกลไปทั่วโลกจากผลงานของศิลปินจีนที่ก้าวย่างขึ้นสู่เวทีศิลปะระดับสากล อาคารของโรงงานที่สร้างตามอย่างสถาปัตยกรรมเบาเฮ้าส์ (Bauhaus) มีหลังคาแหลมทรงฟันเลื่อยเป็นเอกลักษณ์ถูกแปรสภาพเป็นพื้นที่ทางศิลปะที่เหมาะสมอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยระนาบกว้างของโรงงานซึ่งแต่เดิมต้องใช้พื้นที่วางเครื่องจักรมากมาย เพดานสูงจากระบบระบายอากาศเก่าก่อน ทำให้ 798 สามารถแสงผลงานศิลปะได้ทุกรูปแบบการนำเสนอ ปัจจุบัน พื้นที่ทางศิลปะแห่งนี้กลายเป็นศูนย์รวมความหลากหลายแห่งโลกศิลปะในแผ่นดินจีน และมีผลอย่างมากต่อการส่งเสริมให้ประเทศจีนกลายเป็นแหล่งซื้อขายงานศิลปะอันดับที่ 3 ของโลก (รองจากฝรั่งเศสและอิตาลี)


       เราแยกย้ายกันเดินเที่ยวตามใจชอบ ในพื้นที่โรงงานเก่าแก่ที่พลุกพล่านด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ วัยรุ่นชาวจีนจำนวนมากเดินชมงานศิลปะกันคึกคักจนน่าอิจฉาที่เยาวชนบ้านเขาใส่ใจในงานศิลปะกันมากขนาดนี้ จำนวนของแกลเลอรี่ที่เรียงตัวในหมู่อาคารเก่าทำให้มหกรรมทางศิลปะวันนี้ดูคล้ายงาน Venice Biennale ที่ฉันเดินดูเมื่อปีก่อน ต่างแต่ว่า แกลเลอรี่ที่นี่เปิดทำการตลอดเวลา หมุนเวียนงานแสดงตลอดเวลา ลองคิดดูเถิดว่าจำนวนของงานศิลปะและศิลปินที่เวียนผ่านบนพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้จะมีสักเท่าไร

       ระหว่างเดินชมงาน ช่างภาพหลายคนเดินไปผูกมิตรสนิทสนมกับแกลเลอรี่ภาพถ่ายหลายแห่งในบริเวณนั้น หลายคนตั้งตาถ่ายภาพ หลายคนสนใจงานศิลปะ หลายคนสนใจจะแสดงงานที่นี่ ขณะที่อีกหลายคนหลบมุมไปดื่มกาแฟในคาเฟ่กลางแจ้งที่น่านั่งอย่างยิ่ง ฉันและชายหนุ่มข้างกายเดินเข้าออกห้องแสดงงานจนสองขาอ่อนล้า แม้จะตื่นตาประทับใจแต่สังขารก็ไม่เอื้ออำนวยเท่าไร เราจึงเดินไปไม่ไกลก็กลับมานั่งพักรวมพลกับคนอื่นๆ ในคณะ

       บ่ายสามโมงเศษ เรารอรวมพลอีกครั้งก่อนจะเดินทางไปทานอาหารเย็นที่เร็วกว่าปกติเล็กน้อย ร้านกวางตงไช่ เสิร์ฟอาหารกวางตุ้งแสนอร่อยที่เรากินกันได้ไม่มากเพราะยังไม่หิวนัก จากนั้นราวห้าโมงเราก็กลับขึ้นรถเพื่อเดินทางไปสนามบิน ภายหลังจากมหกรรมซื้อของเล็กๆ ที่พ่อค้าชาวจีนขนใส่ถุงหิ้วใบมหึมามาขายเราถึงหน้าร้านอาหาร เขาบอกชัดเจนว่ายินดีรับเงินไทย วิญญาณรักชาติไทยของขาช็อปเลยกระจัดกระจายไปกับของฝากของที่ระลึกที่ได้เห็นได้ชม คืนนี้เรามีที่นอนรออยู่ที่ซีอาน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องโดยสารเที่ยวบิน HU 7337 จากปักกิ่งเวลาสามทุ่มเศษเพื่อไปถึงซีอานตอนห้าทุ่มนิดๆ เราแกร่วรออยู่ในสนามบินสองชั่วโมง แล้วก็นั่งสนิทนิ่งอีกสองชั่วโมงระหว่างเดินทางข้ามมณฑล

       สายการบินภายในประเทศจีนไม่เสิร์ฟแอลกอฮอล์ ฉันและชายหนุ่มข้างกายเลยใช้เวลาที่ต้องนั่งนิ่งนานดูเดี่ยวฯ ต่อจากที่ค้างไว้ เรื่องราวตลกขบขันช่วยได้มากเหมือนกันเมื่อต้องการฆ่าเวลา สังเกตได้จากการที่ชายหนุ่มตรงหน้าไม่บ่นกระปอดกระแปดด้วยความเมื่อยขบมากนัก ต้องขอขอบคุณ อุดม แต้พานิช

       ห้าทุ่มสิบนาที เราเหยียบยืนบนสนามบินเซียนหยาง ภายหลังจากรอกระเป๋าอีกพักใหญ่เราก็ได้เดินทางสู่โรงแรมที่พัก Sheraton Xi An Hotel ที่กินเวลาจราจรอีกกว่าสี่สิบนาที มาถึงตอนนี้ เสียงโอดครวญดังแว่วมาตามสายลมเย็นของยามค่ำ ชาวคณะเดินทางร้องร่ำหิวข้าวกันยกใหญ่ แต่เรามาถึงดึกเกินไป ยากจะหาอาหารรองท้องใดๆ ในยามเที่ยงคืนกว่า ลงท้าย ในโรงแรมหรูระดับห้าดาว คนนำเที่ยวของเราก็ส่งเสบียงเป็นมาม่ากระป๋องโตขึ้นมาให้ทุกคน กระติกน้ำร้อนพร้อมใช้งานในห้องทำให้ใครหลายคนอิ่มหนำและนอนหลับลงได้โดยดี

 

UgLy  PriNceSS
 

If I were a monk, I would do good thing for religion.

ถ้าฉันบวชเป็นพระ…ฉันคงได้ทำสิ่งที่ดีเพื่อศาสนา

.

.

.

.

.

.

If I were a prime minister, I would take care of our country.

ถ้าฉันเป็นนายกรัฐมนตรี…ฉันคงจะได้ดูแลประเทศชาติ

.

.

.

.

.

.

.

If I were a millionaire, I would help the miserable.

ถ้าฉันเป็นเศรษฐี…ฉันคงจะได้ช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก

.

.

.

.

.

.

.

If I were a man, I would protect the old , woman and children.

ถ้าฉันเป็นผู้ชาย…ฉันคงจะได้ปกป้องคนแก่ สตรี และพวกเด็กๆ

.

.

.

.

.

.

.

.

If I were miss universe, I would have a chance to meet nice guy.

ถ้าฉันเป็นนางงามจักรวาล…ฉันคงจะมีโอกาสได้เจอผู้ชายดีๆ

.

.

.

.

.

.

.

.

If I were…………

ถ้าฉันเป็น…………………….

.

.

.

.

.

If I were……..

ถ้าฉันเป็น……………..

.

.

.

.

.

If I were…..

ถ้าฉันเป็น……….

.

.

.

.

.

What are you waiting for?

รอคอยสิ่งใด?

.

.

.

.

Just change

ก็แค่เปลี่ยน

.

.

.

.

Yourself

ตัวของคุณเอง

 

saranya_nok.worm

…เปลี่ยน(ปี)ใหม่…


เมธีคะ…

ฉันยังจำได้ถึงลำแสงและขอบแรกของดวงอาทิตย์ที่สัมผัสปลายฟ้าในยามเช้าวันที่ 1 ของปีที่เพิ่งสิ้นสุดลงไป ซึ่งส่องประกายเหลืองอร่ามอาบไล้ท้องฟ้าและแผ่นน้ำของอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แสงอาทิตย์ที่มองแล้วน่าจะเหมือนกันในทุก ๆ วัน แต่ความจริงนั้นมีปัจจัยหลากล้านแปรเปลี่ยนมันไปในทุกวินาที…

เช่นกันกับแสงอาทิตย์ลำสุดท้ายของปีกลาย ที่น่าจะต้องต่างจากลำแสงแรกวันของอีกปีอย่างแน่นอน…

คงเช่นกันกับลำแสงแห่งความคิดและความรู้สึกของคนเรา ที่ถ้าหากใครสักคนจะมองเห็นได้ ในยามที่เราเฝ้ามองดวงตะวันลับจากปลายฟ้าในวันสุดท้ายของปี กับยามที่เราจดจ้องแสงแรกของสุริยาเมื่อทาบทาขอบฟ้าเป็นแสงแรกของวันขึ้นปีใหม่ ริ้วรอยและลวดลายของลำแสงแห่งความคิดและความรู้สึกของผู้คนนั้นน่าจะแตกต่างกันไป…

คุณจำได้ไหมคะว่าคุณสลักเสลาลวดลายแห่งความคิดและความรู้สึกในช่วงเวลาแรกแห่งการมีสติของวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมานี้ไว้อย่างไร?

สำหรับฉันมันควรจะมีลวดลายที่แตกต่างจากเดิม เพราะ 365 วันที่ผันผ่านนั้นมีเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่อาจเพราะคนอย่างฉันก็เป็นเพียงอนุภาคเล็ก ๆ ในจักรวาลเมื่อเทียบเคียงกับดวงตะวันซึ่งเฉิดฉายในระบบสุริยะ ภาพสลักของลำแสงแห่งความคิดและความรู้สึกของฉันจึงเรียบง่าย มันได้ถูกประดับตกแต่งไว้ในมุมหนึ่งเล็ก ๆ บนโลกใบนี้ เป็นความคิดและความรู้สึกเบา ๆ ที่ว่า…

ในปีใหม่นี้ฉันจะช่วยเหลือผู้อื่นหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ให้มากขึ้น ฉันจะขยันทำงานให้มากขึ้น ฉันอยากให้งานของฉันแพร่หลายกว้างขวางมากขึ้น และฉันหวังว่า…ฉันจะช่วยเหลือดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงเล็ก ๆ ในจักรวาลนี้ได้มากขึ้น

เพียงเท่านั้นจริง ๆ…

ฉันเองก็ยังไม่สามารถสัมผัสรูปธรรมของลวดลายแห่งความคิดและความรู้สึกของคุณได้ในตอนที่เขียนอยู่นี้หรอกค่ะ แต่ก็คาดได้ว่ามันต้องสร้างสรรค์และดีงาม หวังใจว่ามันจะได้ปรากฏ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ แม้อาจไม่มีใครสามารถเห็นได้ด้วยตา แต่ฉันเชื่อว่า…จะต้องมีคนสามารถรับรู้มันได้ด้วยความคิดและจิตใจ…

หลายต่อหลายครั้งแล้วสินะคะที่เราเสมือนกล่าวคำ “ สวัสดีปีใหม่ ” กัน บางทีฉันก็รู้สึกนะคะว่า…ถ้อยคำเสมือนจริงที่เราต่างพูดคุยกันนั้น กลับมีความเป็นจริงที่จริงเสียยิ่งกว่าความเป็นจริงบางอย่างอีกค่ะ และฉันก็ขอให้พรอันเสมือนจริงที่จะมอบแด่คุณในปีนี้ นั้นมีความเป็นจริงยิ่งกว่าความเป็นจริงนั้นบ้างนะคะ…

ขอให้คุณและผู้อ่านทุกท่าน…มีความสุข ความสำเร็จ ความก้าวหน้า ในสิ่งที่ดีงามที่ได้คิดและทำ ขอให้มีความรักที่สวยงาม มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายใจ มีความสมปรารถนาในสิ่งดี ๆ ที่ตั้งใจ ขอให้พบเจอกับสิ่งที่ดี และเป็นปีที่ดีอีกหนึ่งปีค่ะ

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔

แด่…เมธีและท่านผู้อ่าน

 

เบื้องหลังของด้านหลัง

 

ในช่วงเวลาปีใหม่ของทุก ๆ ปี ฉันและครอบครัวจะต้องเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้ “ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม “ หรือ “ วัดพระแก้ว ” เพื่อไปสักการะและขอพรจากองค์พระแก้วมรกตและพระสยามเทวาธิราช เพื่อให้พระองค์ทรงดลบันดาลให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และเป็นดังการเริ่มต้นปีใหม่กับสิ่งดีงามของแผ่นดินเกิด

วันขึ้นปีใหม่ ณ วัดพระแก้ว ไม่มีปีใด ๆ เลยที่จะไม่หนาแน่นด้วยผู้คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติซึ่งต่างศรัทธาและนิยมมานมัสการพระคู่บ้านคู่เมืองและเที่ยวชมความประณีตวิจิตรตระการของวัดพระแก้วแห่งนี้

โปสการ์ดใบนี้ฉันก็ได้มาจากบริเวณร้านขายของที่ระลึกเล็ก ๆ บริเวณทางเข้าซื้อบัตรผ่านประตูสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในวันที่ฉันได้มีโอกาสพาเพื่อนนักเรียนชาวเยอรมันซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อนฉันไปชมวัดพระแก้ว

Jen กับ Babara คือคู่รักซึ่งเป็นนักเรียนคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเยอรมันนี Jen เรียนในสาขาเคมีฟิสิกส์ ส่วน Babara กำลังศึกษาในสาขาวิชาจุลชีววิทยา ในขณะที่ฉันกับเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งฉันชวนเธอไปเป็นมัคคุเทศก์จำเป็นด้วยกัน กำลังทำงานโครงการหนึ่งของภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพกันอยู่

ทันทีที่ Jen และ Babara ผ่านพ้นประตูทางเข้า เขาและเธอต่างพูดคุยกับเราว่า นักท่องเที่ยวที่มายังวัดพระแก้วนั้นมากมายจริง ๆ ทั้งสองเดินตามเราไปพร้อม ๆ กับมองดูสถาปัตยกรรมรอบวัดอย่างพึงพอใจ เราแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกับยักษ์ที่ยืนเฝ้าประตูของวัดพระแก้วก่อน Jen หัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนที่จะพาทั้งคู่เข้าไปในพระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ฉันได้อธิบายถึงประวัติและแนะนำบางสิ่งเกี่ยวกับสถานที่ให้แก่ทั้งคู่ได้ฟัง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์จักรีโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างวัดพระแก้วขึ้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตซึ่งนำมาจากกรุงเวียงจันทน์ แต่แท้ที่จริงแล้วหลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียงแสน (ปัจจุบันคือวัดพระแก้วงามเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นวัดที่อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้า ฯ ให้วัดพระแก้วเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล มีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก 50 ปี

พระอุโบสถนั้นมีขนาดใหญ่ หลังคาลด 4 ระดับ 3 ซ้อน มีช่อฟ้า 3 ชั้น ปิดทองประดับกระจก ตัวพระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดยรอบ มีหลังคาเป็นพาไลคลุม รับด้วยเสานางรายปิดทองประดับกระจกทั้งต้น พนักระเบียงรับเสานางราย ทำเป็นลูกฟักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีอย่างจีน ตัวพระอุโบสถมีฐานปัทม์รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน

ผนังพระอุโบสถ ในรัชกาลที่ 1 เขียนลายรดน้ำบนพื้นชาดแดง รัชกาลที่ 3 โปรดเล้าฯ ให้ปั้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ปิดทองประดับกระจก เพื่อให้เข้ากับผนังมณฑป ปิดทองประดับกระจก บานพระทวารและพระบัญชรประดับมุกทั้งหมด ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 1 ที่เชิงบันไดมีสิงห์หล่อด้วยสำริดบันไดละคู่ รวม 12 ตัว โดยได้แบบมาจากเขมรคู่หนึ่ง แล้วหล่อเพิ่มอีก 10 ตัว

หลังจากนั้นเราจึงพา Jen กับ Babara เข้าไปยังภายในพระอุโบสถ ทั้งคู่มองไปรอบ ๆ พระอุโบสถอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่ได้ยกมือไหว้พระแก้วมรกตแต่อย่างใด เพราะทั้งสองนับถือศาสนาคริสต์ หลังจากที่ฉันบอกทั้งคู่ให้นั่งลงชมความวิจิตรขององค์พระพุทธรูปและภาพเขียนภายในพระอุโบสถ ฉันก็ได้อธิบายถึงพระแก้วมรกตให้ Jen กับ Babara ฟังต่อไปว่า…

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต) เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน บุษบกทองที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร สร้างด้วยไม้สลักหุ้มทองคำทั้งองค์ ฝังมณีมีค่าสีต่างๆ ทรวดทรงงดงามมาก เป็นฝีมือช่างรัชกาลที่ 1 เดิมบุษบกนี้ตั้งอยู่บนฐานชุกชี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระเบญจาสามชั้นหุ้มด้วยทองคำ สลักลายวิจิตรหนุนองค์บุษบกให้สูงขึ้น

บนฐานชุกชีด้านหน้า ประดิษฐานพระสัมพุทธพรรณี เป็นพระพุทธรูปที่คิดแบบขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยไม่มีเมฬี มีรัศมีอยู่กลางพระเศียร จีวรที่ห่มคลุมองค์พระเป็นริ้ว พระกรรณเป็นแบบหูมนุษย์ธรรมดาโดยทั่วไป

หน้าฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 องค์ด้านเหนือพระนามว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ด้านใต้พระนามว่า พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปทั้งสองพระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูง 3 เมตร ทรงเครื่องแบบจักรพรรดิ์หุ้มทองคำ เครื่องทรงเป็นทองคำลงยาสีประดับมณี


ในขณะที่ Jen ดูไม่ค่อยสนใจในประวัติเหล่านี้สักเท่าไร ฉันสังเกตว่าเขาสนใจในภาพรวมของสถาปัตยกรรมรอบ ๆ มากกว่า แต่ Babara กลับนิ่งฟัง พยักหน้าตาม เธอดูจะสนใจในสิ่งที่ฉันอ่านมาและพยายามอธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้เธอฟังเหล่านั้น

หลังจากออกจากพระอุโบสถ ฉันพาเขาและเธอเดินไปเที่ยวชมพระบรมมหาราชวัง ฉันจำได้ว่าเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ฉันเคยเข้าไปเที่ยวชมภายในได้ในทุก ๆ พระราชวังหรือปราสาทต่าง ๆ คือครั้งที่ฉันยังเป็นเด็กประถมอยู่ มานึกตอนนี้ก็น่าเสียดาย เพราะช่วงเวลานั้น ฉันยังไม่เข้าใจในหลายสิ่งหลายอย่างที่เจ้าหน้าที่ของสถานที่พยายามอธิบายพวกเรา แต่มาวันนี้เมื่อฉันได้อ่านหนังสือของวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังมาก่อนที่จะมาเป็นมัคคุเทศน์จำเป็นนี้ เรากลับต้องได้แต่ยืนมองเพียงด้านนอกของสถานที่ เพราะปราสาทและราชวังต่าง ๆ เปิดใช้ในพระราชพิธีเท่านั้น

ฉันชี้ให้ Jen กับ Babara ดูพระราชวังและปราสาทต่าง ๆ พร้อมกับอธิบายเล็กน้อย ดู Jen จะเริ่มร้อนและมีความสนใจน้อยลงไปทุกที ฉันจึงพาทั้งคู่เดินไปรอบ ๆ และมาหยุดลงที่ร้านขายน้ำและขนมขบเคี้ยวเล็ก ๆ ภายในนั้น เราซื้อน้ำดื่ม และหาที่นั่งคุยกันสบาย ๆ ภายในบรรยากาศของพระราชวังแบบไทย ๆ แห่งนี้

ก่อนจากกันฉันพา Jen กับ Babara ไปทานผัดไทยที่ร้านเล็ก ๆ แต่น่ารักแห่งหนึ่งบนถนนพระจันทร์ ดู Jen จะประทับใจมาก เขาชมหลายครั้งว่ามันอร่อย ส่วน Babara นั้นคุยกับเราอย่างถูกอัธยาศัยกันมาโดยตลอด บุคลิกของทั้งสองดูจะขัดกัน แต่รสชาติของสองชีวิตกลับให้ความรู้สึกเข้ากันได้ดีเหมือนกับ ผัดไทยกับกล้วยทอดราดน้ำผึ้ง อาหารคาวกับอาหารหวานในวันนั้น

ฉันไปส่ง Jen กับ Babara ขึ้นรถแท็กซีเพื่อกลับโรงแรม Jen บอกกับฉันว่า พรุ่งนี้เขากับ Babara จะไปเดินตลาดนัดสวนจตุจักรและมาบุญครอง และอีกสองวันจะไปเที่ยวทะเลทางใต้ ฉันถามว่าจะให้ฉันพาไปหรือแนะนำอะไรไหม เขาตอบฉันมาว่าไม่เป็นไร วันนี้เขารู้สึก Enjoy และประทับใจมาก ถ้ามีโอกาสเราคงได้พบกันอีก ฉันได้รับอีเมลล์จาก Babara ต่อมาอีกหลายฉบับ เขียนมาไถ่ถามทุกข์สุขและพูดคุยกัน บางครั้งเราก็คุยกันเรื่องงานที่เรากำลังทำกันอยู่

ฉันคิดว่า…เส้นพรมแดนของมวลหมู่มนุษยชาติ มันก็เป็นเพียงคำลอย ๆ สำหรับคนที่คิดว่ามันไม่มีจริง แล้วมันก็เป็นคำที่แหลมคมสำหรับคนที่มีความคิดฝังแน่นกับมัน สำหรับฉันแล้ว…มันพร่าเลือนเสมอเมื่ออยู่ในท่ามกลางหมอกควันแห่ง… “ มิตรภาพ ”

ขอบคุณ Jen กับ Babara ที่ทำให้อาณาเขตของวัดพระแก้วในหัวใจฉัน กว้างไกลไปยังอีกซีกโลกด้านหนึ่ง…

ตั้งแต่เด็ก… ทุกครั้งที่ฉันได้ไปวัดพระแก้วพร้อมกับครอบครัว เมื่อเราเดินลงบันไดพระอุโบสถลงมา ตรงกลางของระเบียงแก้วด้านหน้า จะมีขันน้ำทองเหลืองขนาดใหญ่อยู่ใบหนึ่ง ข้างในบรรจุน้ำพระพุทธมนต์ แม่บอกฉันเสมอว่า… เป็นน้ำมนต์ที่ในหลวงทรงทำไว้ จนบัดนี้ฉันไม่แน่ใจนักว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่เมื่อครั้งยังเด็กฉันเชื่ออย่างนั้น

พ่อจะเป็นคนนำดอกบัวที่เจ้าหน้าที่วางไว้ให้จุ่มน้ำพระพุทธมนต์ จุ่มลงในน้ำแล้วนำมาประพรมบนหัวให้กับทุกคนในครอบครัว พร้อมกับอวยพรลูก ๆ ว่า “ ว่าง่าย ๆ โตไว ๆ นะ ” พอโตขึ้นมาหน่อยพ่อก็พูดว่า “ ขอให้เจริญ ๆ นะลูก ”

พรจากน้ำมนต์ของพ่อ… แม้ว่าโดยนัยยะแล้วดูจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่แท้ที่จริงความหมายในคำสั้น ๆ นั้นสำหรับแต่ละคนในครอบครัว คงจะเข้าใจได้ไม่เท่ากันเสียทีเดียว

สำหรับฉันแล้ว… พรของพ่อในวันปีใหม่แม้จะไม่เคยเปลี่ยน แต่ก็ทำให้ฉันเปลี่ยนไปในทุก ๆ ปี ฉันเติบโตขึ้น ฉันเจริญเติบโตมากขึ้นทุกปี และสำหรับปีที่ 34 ของฉันนี้ ฉันเชื่อว่าคำสั้น ๆ พรของพ่อ จะยิ่งใหญ่สำหรับฉันกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา เพราะน้ำมนต์ของพ่อปีนี้จะมีอายุครบ 84 ปี ผ่านมือของคุณพ่อมาประทานพรอันประเสริฐให้แก่ฉัน และฉันคิดว่า… ฉันเติบโตเพียงพอที่จะเป็นลูกของพ่อ จะมีก้าวเดินที่หนักแน่นและมั่นคงมากยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้าง ซ่อมแซม ดำรงไว้ซึ่งสิ่งดีงามในทุก ๆ รอยเท้าที่จะก้าวไป…

ขอขอบคุณ

-หนังสือคู่มือแนะนำวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง

-วิกิพีเดีย

-http://www.panyathai.or.th

 

ชาย  ชมจันทร์

เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิด ชีวิตเราอาจเปลี่ยน

 

ข้อเขียนนี้ผมนั่งเขียนบนเครื่องบินเชียวนะท่านผู้อ่าน อะแฮ่ม!

ไม่ใช่กระผมจะร่ำรวย มีเครื่องบินส่วนตัว เหมือนกับท่านทักษิณนะครับ เครื่องบินโดยสารธรรมดา ราคาประหยัดๆ นี่แหล่ะครับ (ฮา)

ที่ผมเขียนบันทึกฉบับนี้บนเครื่องบิน เพื่อจะทำให้เห็นว่าข้อเขียนของผมมันอินเตอร์ใช่ย่อยซะที่ไหนล่ะ แฮ่ม! ฉะนั้น จงตั้งใจอ่านให้จบเชียวนะขอรับ (จริงๆ แล้วอยากจะเขียนในที่แปลกๆ บรรรยากาศที่แต่งต่างบ้าง เผื่อไอเดียจะบรรเจิดเลิศล้ำเหลือกำหนด) อะนะมาเป็นกลอนเชียวเรา…แฮ่ม

พอเครื่องเริ่มทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ผมก็เริ่มหยิบกลอ้งถ่ายรูปและสมุดบันทึกขึ้นมาขีดๆ เขียนๆ เพื่อบันทึกบรรยากาศและความนึกคิดของตนเองในขณะที่กำลังเหิรแเวหา

มองออกไปนอกหน้าต่าง โลกเบื้องล่างที่เคยเห็นจนชินตา บัดนี้มุมมองมันเปลี่ยนไป ทำให้ความคิดเราเปลี่ยนตามไปด้วย หมู่เมฆวิ่งผ่านหน้าเราไปก้อนแล้วก้อนเล่า มันอยู่ใกล้แค่เอื้อม ปานจะหยิบก้อนเมฆมาดอมดมได้ ถ้าไม่มีหน้าต่างกระจกมาขวางกั้นไว้

“อยากจะหยิบเมฆามาดื่มกิน อยากจะมอบชีวินนี้ให้เธอ”

วิญญาณสุนทรภู่เข้าสิงอีกแล้วหนอเรา แฮ่ม!

มองลงไปยังพื้นโลกเบื้องล่าง บ้านเรือน รถยนต์ และมนุษย์ที่เคยคิดว่ายิ่งใหญ่ สุดท้ายแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวกตัวกะจิ๊ดริด

โลกอันกว้างใหญ่นี้ ถ้าเทียบกับมนุษย์แล้ว มนุษย์เป็นเพียงแค่ตัวประกอบเล็กๆ ในห้วงจักรวาลเท่านั้น เราเพียงแค่มาเยี่ยมเยือนโลกใบนี้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง ไม่นานเราก็ต้องลาจากโลกนี้กันไปทุกผู้ทุกนาม แล้วใยเรามัวมาทะเลาะแย่งชิง อิจฉาริษยากันไปเพื่ออันใดฤา เสื้อเหลือง เสื้อแดงเอ๋ย เย้ย! ออกการเมืองได้ไงหว่า มิเอา มิพูด (ฮา)

ครับ นั่งมองก้อนเมฆวิ่งผ่านหน้าไปก้อนแล้วก้อนเล่า ทำให้คิดได้ว่า วันเวลาก็วิ่งผ่านชีวิตเราไปเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน เผลอแป็บเดียว หนึ่งปีก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก วันเวลาผ่านไป เคยหาที่เงียบๆ นั่งลง ถามตัวเองบ้างไหมว่า

“ชีวิตที่ผ่านมาของเราเป็นอย่างไรบ้าง?”

วันเวลาที่เปลี่ยนไป เราได้อะไรดีๆ ให้แก่ชีวิตของเราบ้าง นอกจากรอยตีนกาและวันเวลาของอายุที่เพิ่มขึ้น…แฮ่ม…ชักเริ่มจะพูดเข้าท่าเนาะเราวันนี้ (ฮา)

บางครั้งชีวิตคนเรา ต้องเจอกับฝากหนาม ความทุกข์ ความสุขคละเคล้ากันไป

แต่การใช้ชีวิตที่ดี ไม่ใช่แค่การเสพสุขกับชีวิตเพียงด้านเดียว

การใช้ชีวิตที่ดีคือ การรู้จักมองปัญหาและเรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับมันอย่างไรต่างหาก

เขากล่าวไว้ว่า Yor are what you think

“คุณคิดอย่างไร คุณก็จะเป็นคนอย่างนั้น”

โลกมีหลายมุมให้เรามอง ชีวิตก็มีหลายมุมให้เราได้ใช้ชีวิต

ปัญหาก็มีหลายมุมมองให้เราได้ก้าวผ่าน

ที่สำคัญ ในยามที่เรามีปัญหา อย่ามัวนั่งจ่อมจมอยู่กับปัญหานั้นๆ

ลองปล่อยวาง แล้วเดินออกมาจากปัญหานั้นชั่วคราว

ลองคิดหาวิธีแก้ในหลายๆ วิธีและหลากหลาย มุมมอง

เราอาจจะได้คำตอบในการแก้ปัญหา ที่ดีกว่ามุมมองเดิมๆ

คุณตันโออิชิ เจ้าของชาเขียวอันลือชื่อ เป็นคนรูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย เรียนหนังสือไม่เก่ง

เขาบอกว่า คนเรียนนหนังสือไม่เก่ง ก็สามารถประสบความสำเร็จได้

เขาเชื่อว่าจะต้องประสบความสำเร็จได้ ด้วยการค้าขาย เพราะเขาถนัดการค้าขายมากกว่าการนั่งท่องตำราในห้องเรียน

เขาว่า คนเราไม่เก่งในสนามรบนี้ เราก็ควรหาสนามรบใหม่ที่เราถนัดกว่า ต่อสู้

และแล้ววันนี้ใครๆ ก็รู้จักเขาในนามนักธุรกิจพันล้าน

เอาล่ะ พูดไปชักจะติดลม เมาน้ำลายผสมก้อนเมฆขาวๆ นอกหน้าต่าง

เจ๊แหม่มข้างๆ ชักจะมองและคงคิดว่า พี่กะเหรี่ยงคนนี้มาจากไหนหนอ นั่งกดชัดเตอร์ถ่ายก้อนเมฆเป็นว่าเล่น สงสัยจะเพิ่งขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก (อันนี้อ่านจากสายตาเขาครับ) ฮา

เอาล่ะ ปีใหม่แล้ว ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขกับการใช้ชีวิตกับ พ.ศ.ใหม่ที่กำลังจะมาถึงให้สนุกและมีความสุขกับมันอย่างเต็มีที่นะครับ

และสุดท้ายอยากจะถามทุกๆ ท่านว่า

“เปลี่ยน พ.ศ.ใหม่ เปลี่ยนใจ(ความคิด)หรือยัง”

เฉินหลง เคยเป็นตัวประกอบเล็กๆ ในหนังจีนเมื่อหลายสิบปีก่อน เขาคิดเสมอว่า วันหนึ่งเขาจะต้องเป็นพระเอกชื่อดัง และจะต้องไปเหยียบฮอลลีวูดให้ได้ และแล้ววันหนึ่ง เขาก็ทำได้ดั่งที่เขาเคยคิดไว้ จำได้ว่ามีหนังเรื่องหนึ่งของเฉินหลง มีอยู่ฉากหนึ่ง ที่เฉินหลง แสดงฉากแอ็คชั่นห้อยโหนอยู่บนป้ายชื่อ Holly wood เขาเคยให้สัมภาษน์ว่า ที่เขาใส่ฉากนี้เข้าไปในภาพยนต์ของเขาก็เพื่อชี้ให้คนทั้งโลกได้เห็นว่า วันนี้เขาพิชิต Hollywood ได้สำเร็จแล้ว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.